หน้าหลัก
ผลิตภัณฑ์และบริการ
โปรโมชั่น
ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจ
SME Focus Magazine
งานสัมมนา
โครงการอบรม
คำนวณสินเชื่อเบื้องต้น
ค้นหาจุดบริการ
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

FOLLOW US Krungthai SME​


สนใจรับวิจัยธุรกิจและความรู้กรุงไทย SME ทางอีเมล์
Krungthai SME

โลกที่การแข่งขันด้านภาษีไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป กับมาตรการใหม่ “Global Minimum Tax”

กรุงไทย SME FOCUS Issue 46 คอลัมน์ Tax & Law

โดย TAXBugnoms บล๊อกภาษีข้างถนน

 

โลกที่การแข่งขันด้านภาษีไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

กับมาตรการใหม่ “Global Minimum Tax”

เมื่อกลไกเดิมในการจูงใจนักลงทุนจากบริษัทข้ามชาติ (Multinational Enterprises-MNEs) โดยเฉพาะ “สิทธิพิเศษด้านภาษี” เริ่มไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป และหากประเทศหนึ่งไม่สามารถจัดเก็บภาษีจากรายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศตัวเอง ประเทศอื่นจะสามารถเก็บภาษีนั้นแทนได้หรือไม่? 

คำตอบเหล่านี้กำลังปรากฏผ่านมาตรการใหม่ในชื่อ “Global Minimum Tax” ที่เปลี่ยนแนวคิดภาษีโลกไปอีกระดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องรู้จักกับ “ตัวละครหลัก” ที่มีบทบาทสำคัญประกอบด้วย 3 ฝ่ายหลัก 

1. บริษัทข้ามชาติ (Multinational Enterprises-MNEs): มีเครือข่ายธุรกิจในหลายประเทศทั่วโลก มีความสามารถในการวางแผนโครงสร้างทางภาษี เช่น การจัดตั้งบริษัทลูกในประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ

2. องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD): องค์กรระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดมาตรฐานทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่อง “ความเป็นธรรมทางภาษี” 

3. ประเทศไทย: ในฐานะที่ต้องการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ โดยมีการใช้สิทธิพิเศษด้านภาษี เช่น การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือเพียง 20% การให้สิทธิยกเว้นภาษีตามโครงการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือเขตพัฒนาพิเศษต่าง ๆ (เช่น EEC) แต่ในบริบทของ Global Minimum Tax ไทยต้องบทวนบทบาทใหม่ว่าจะยังสามารถแข่งขันในเกมนี้ได้หรือไม่

 

จุดเริ่มต้นของมาตรการ Global Minimum Tax

ในโลกยุคดิจิทัลที่บริษัทสามารถสร้างรายได้จากผู้บริโภคในประเทศใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีสถานประกอบการในประเทศนั้น เช่น บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ไม่มีสำนักงานในไทย แต่มีรายได้มหาศาลจากโฆษณาหรือบริการที่คนไทยใช้อยู่ แต่ประเทศไทยไม่สามารถเก็บภาษีจากรายได้นั้น จึงนำไปสู่ความพยายามของ OECD และประเทศสมาชิกในการผลักดันแนวทางภาษีใหม่ ซึ่งเป็นที่มาของ Global Minimum Tax โดยกำหนดแนวคิดสำคัญ 2 เสาหลัก ได้แก่

 

เสาที่หนึ่ง (Pillar I): การจัดสรรสิทธิในการเก็บภาษี

เน้นการแจกจ่าย “สิทธิในการเก็บภาษี” ให้ประเทศที่บริษัทข้ามชาติสร้างรายได้จากผู้บริโภค แม้จะไม่มีสถานะเป็นถิ่นที่อยู่ทางภาษีของบริษัทในประเทศนั้น ๆ ก็ตาม โดยเงื่อนไขการบังคับใช้ประกอบด้วย

  • บริษัทต้องมีรายได้ทั่วโลกมากกว่า 20,000 ล้านยูโร
  • มีกำไรเกิน 10% ของรายได้
  • มีรายได้ในประเทศนั้นไม่น้อยกว่า 1 ล้านยูโร (หรือประมาณ 38 ล้านบาท)

ถึงแม้ปัจจุบันกฎหมายประเทศไทยยังไม่ได้บังคับใช้ แต่ถือเป็นหลักการสำคัญที่กำลังเปลี่ยนแนวคิดเรื่อง “แหล่งที่มาของรายได้” จากสถานประกอบการไปสู่ “สถานที่ที่รายได้เกิดขึ้นจริง”

 

เสาที่สอง (Pillar II): การกำหนดอัตราภาษีขั้นต่ำทั่วโลก

กำหนดให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ต้องเสียภาษีในอัตราที่แท้จริง (Effective Tax Rate-ETR) ไม่ต่ำกว่า 15% และหากบริษัทจ่ายภาษีต่ำกว่านั้นในประเทศหนึ่ง ประเทศอื่นที่อยู่ในเครือข่าย MNEs เดียวกันสามารถเรียกเก็บภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax) ได้ ซึ่งประเทศไทยได้ออกพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 เพื่อรองรับแนวทางนี้ มีผลบังคับใช้ในปี 2568 เป็นต้นไป โดยเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจนิติบุคคลในเครือแต่ละรายที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่งบการเงินรวมของนิติบุคคลลำดับสูงสุดของกลุ่มบริษัทข้ามชาตินั้นมีรายได้รวมทั้งหมดไม่น้อยกว่า 750 ล้านยูโร ในอย่างน้อยสองรอบบัญชีในช่วงสี่รอบบัญชีก่อนหน้า 

 

ประเทศไทยได้หรือเสีย...จากการเปลี่ยนแปลงนี้?

ถ้ามองในมุมประโยชน์ ต้องบอกว่าไทยมีโอกาสจัดเก็บภาษีจากบริษัทข้ามชาติที่เข้าข่ายได้มากขึ้น แต่ในทางกลับกันเราจะเห็นว่าสิทธิพิเศษทางภาษีอาจไม่มีความหมายอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์อย่าง BOI การให้สิทธิ์ยกเว้นภาษีต่าง ๆ เพราะสุดท้ายแล้วกลุ่มบริษัทดังกล่าวจะถูกเก็บภาษีจากแนวทางนี้เพิ่มอยู่ดี มาถึงตรงนี้อาจต้องตั้งคำถามใหม่ว่าไทยจะใช้ “เครื่องมือ” อะไรในการแข่งขันกับประเทศอื่น? หาก “สิทธิพิเศษด้านภาษี” ไม่ได้ช่วยให้บริษัทข้ามชาติสนใจลงทุนในประเทศเราอีกต่อไป