หน้าหลัก
ผลิตภัณฑ์และบริการ
โปรโมชั่น
ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจ
SME Focus Magazine
งานสัมมนา
โครงการอบรม
คำนวณสินเชื่อเบื้องต้น
ค้นหาจุดบริการ
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

FOLLOW US Krungthai SME​


สนใจรับวิจัยธุรกิจและความรู้กรุงไทย SME ทางอีเมล์
Krungthai SME

ภาษีสำหรับธุรกิจสุขภาพและความงาม

กรุงไทย สนับสนุนเงินทุนให้กับผู้ประกอบการ SME สำหรับเสริมสภาพคล่องและลงทุนในธุรกิจ


หากสนใจผลิตภัณฑ์ [คลิกเพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม]


“ภาษีอากร” หมายถึง “เงินที่รัฐบังคับจัดเก็บจากบุคคลโดยรัฐไม่ผูกพันที่จะจ่ายผลตอบแทนโดยตรงให้แก่ผู้เสียภาษีอากร” โดยขอจำแนกองค์ประกอบของ “ภาษีอากร” ดังต่อไปนี้

1. ภาษีอากรเป็น “เงิน” ที่รัฐบังคับจัดเก็บจากบุคคล ซึ่งในปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่า รัฐเรียกเก็บภาษีจากผู้เสียภาษีอากรเป็น “เงิน” เท่านั้น ไม่มีการเรียกเก็บภาษีอากรในรูปแบบอื่นใด ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีอากรไม่สามารถชำระภาษีอากรเป็น “เงิน” ได้ รัฐก็ทำการเร่งรัดด้วยการนำทรัพย์สินของผู้ต้องเสียภาษีอากรมาทอดตลาดเพื่อให้ได้เงินมาชำระค่าภาษีอากร

2. ภาษีอากรเป็น “เงิน” ที่รัฐ “บังคับจัดเก็บ” ด้วยการตราเป็นกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของบุคคลผู้มีหน้าที่ต้องเสียหรือนำส่งภาษีอากรให้ต้องถือปฏิบัติ ภายใต้กรอบแห่งรัฐธรรมนูญ อาทิ ประมวลรัษฎากร พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514

3. เงินภาษีอากรที่รัฐจัดเก็บได้ นั้น รัฐจะไม่ผูกพันที่จะจ่ายผลตอบแทนโดยตรงให้แก่ผู้เสียภาษีอากรเป็นรายบุคคล อย่างเฉพาะเจาะจง ในลักษณะที่เป็นการต่างตอบแทนแก่ผู้เสียภาษีอากร

4. อย่างไรก็ตามแม้รัฐจะไม่มีการจ่ายผลตอบแทนโดยตรงให้แก่ผู้เสียภาษีเป็นรายบุคคล แต่รัฐก็ได้นำเงินภาษีอากรที่รัฐจัดเก็บมานั้น ไปใช้ในการบริหารการจัดการ และสร้างสรรค์บริการในอันที่จะอำนวยความสะดวกและความผาสุก แก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็น การศึกษา สุขพลานามัย โครงสร้างพื้นฐาน  สาธารณสมบัติ เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่และสวัสดิการ การพัฒนาประเทศ ความมั่นคงภายใน (ตำรวจ) ความมั่นคงภายนอก (กลาโหม-ทหาร)

คำว่า “ภาษีอากร” มีรากศัพท์เป็นคำสมาสของคำว่า “ภาษี” กับคำว่า “อากร”

กล่าวโดยเฉพาะคำว่า “ภาษี” ที่ตรงกับคำว่า “Tax” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งรัฐมุ่งที่จะจัดเก็บจากฐานภาษีดังต่อไปนี้เท่านั้น ได้แก่

ประการแรก ภาษีที่มุ่งจัดเก็บจาก “รายได้” ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และรวมทั้งภาษีการรับมรดก ซึ่งรัฐสามารถจัดเก็บได้โดยตรงจากผู้ต้องเสียภาษี จึงมักเรียกว่า “ภาษีทางตรง”

ประการที่สอง ภาษีที่มุ่งจัดเก็บจาก “การจับจ่ายใช้สอย หรือการบริโภค” ซึ่งรัฐไม่สามารถจัดเก็บโดยตรงจากผู้บริโภคได้ จึงต้องจัดเก็บผ่านผู้ประกอบการ อาทิ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต จึงมักเรียกว่า “ภาษีทางอ้อม”

ประการสุดท้าย ภาษีที่มุ่งจัดเก็บจาก “ทรัพย์สิน” อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้าย ภาษีบำรุงท้องที่ เป็นต้น

ส่วนคำว่า “อากร” ตรงกับคำว่า “Duty” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง เงินที่รัฐจัดเก็บจากกิจกรรมหรือการกระทำบางประเภท โดยจัดเก็บในรูปของค่าธรรมเนียม เช่น อากรแสตมป์ อากรขาเข้า อากรสรรพสามิต อากรประมง อากรรังนกอีแอ่น ค่าธรรมเนียมชั่งตวงวัด ค่าธรรมเนียมการใช้รถยนต์ (ค่าต่อทะเบียน) ค่าธรรมเนียมศาล ค่าธรรมเนียมผ่านทาง ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตต่างๆ ค่าธรรมเนียมไปรษณียากร เป็นต้น

ประเภทของภาษีในประเทศไทยที่จัดเก็บโดยกรมสรรพากร ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีอากรแสตมป์ ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ภาษีการรับมรดก 

กรมสรรพสามิตก็เรียกเก็บภาษีสรรพสามิตจากสินค้าและบริการบางประเภทที่ต้องการควบคุม เช่น สุรา ยาสูบ น้ำหอม

นอกจากนี้ กรมศุลกากรก็มีการเรียกเก็บภาษีศุลกากร เป็นค่าธรรมเนียมของการนำสินค้าบางชนิดเข้าประเทศ

และเพื่อให้ส่วนท้องถิ่นมีรายได้ จึงกำหนดให้ส่วนท้องถิ่น จัดเก็บภาษีภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ รวมทั้งรายได้เทศบาล และรายได้จังหวัด


การจัดเก็บภาษีอากรของรัฐมีวัตถุประสงค์หลายประการซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

1.เพื่อนำไปถือเป็นรายได้ เพื่อใช้ในกิจการด้านต่าง ๆ ซึ่งกิจการที่ว่า เป็นกิจการเพื่อส่วนรวม อาทิ การสร้างระบบสาธารณูปโภค หรือโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน การใช้จ่ายด้านความมั่นคง ด้านการศึกษา

2. เพื่อใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลจะนำเงินระบบภาษีอากรมากระตุ้นความเจริญเติบโต เช่นการลดอัตราภาษีอากรเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนการยกเว้นการจัดเก็บภาษีของธุรกิจเอกชนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI: Board of Investment)

3. เพื่อเป็นเครื่องมือในการควบคุมการบริโภคของประชาชน ซึ่งรัฐบาลสามารถนำระบบการจัดเก็บภาษีอากรเพื่อควบคุมการบริโภคของประชาชน เช่น การเรียกเก็บภาษีจากสินค้า ประเภทฟุ่มเฟือยซึ่งมิได้จำเป็นต่อการครองชีพให้สูงทำให้มีราคาแพงเพื่อป้องกันมิให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยเงินฟุ่มเฟือยจนเกินไป เป็นต้น

4. เพื่อเป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพในทางเศรษฐกิจ ในกรณีที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ปกติ รัฐบาลจำเป็นต้องมีการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจเช่นการกระตุ้นการจ้างงานในยามที่ เศรษฐกิจตกต่ำการป้องกันภาวะเงินเฟ้อด้วยมาตรการทางภาษี การกระตุ้นให้ลงทุน ด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้ เป็นต้น

5. เพื่อเป็นเครื่องมือในการกระจายรายได้แก่ประชาชน ซึ่งเป็นการกระจายความมั่งคั่งของกลุ่มคนร่ำรวยมาสู่คนยากจน ซึ่งนับว่าเป็นการลดช่องว่างระหว่างกลุ่มคนทั้ง 2 กลุ่มให้น้อยลงเพราะตามหลักการจัดเก็บภาษีนั้น คนร่ำรวยย่อมต้องรับภาระภาษีมาก ส่วนคนยากจนเสียภาษีน้อยหรืออาจไม่ต้องเสียเลย นับว่าเป็นการดึงเอารายได้จากคนร่ำรวยมาสู่คนยากจนทางอ้อมวิธีหนึ่ง

6. เพื่อเป็นเครื่องมือสนองต่อนโยบายของรัฐบาล โดยปกติเมื่อรัฐบาลต้องการเงินเพื่อใช้ในโครงการใหญ่ ซึ่งต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากรัฐบาลอาจใช้การจัดเก็บภาษีอากรบางชนิดให้มากขึ้นเพื่อนำเงินที่ได้มาทำโครงการให้ได้ตามนโยบายของรัฐ
กล่าวโดยสรุป ภาษีอากรเป็นหน้าที่ของบุคคลที่ต้องจ่ายหรือชำระให้แก่รัฐตามรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะเป็นรายได้ให้รัฐได้นำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ สร้างสรรค์โอกาสให้แก่ผู้ด้อยโอกาสและบุคคลอื่นๆ ในสังคมสืบไป แม้ภาษีอากรจะเป็นการบังคับจัดเก็บ แต่หากตั้งใจให้เป็นการบริจาคเพื่อการกุศล ก็ถือเป็นประโยชน์แก่ผู้ต้องเสียภาษีอากรอีกทางหนึ่งได้ การตั้งใจไม่ชำระภาษี นอกจากจะมีโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญาแล้ว ยังถือเป็น 'บาป' อันเนื่องแต่ความเห็นแก่ตัวนั้นด้วย

----------------------------------------------------------------------------

ที่มา : คุณสุเทพ พงษ์พิทักษ์ อดีตสรรพากรภาค 4 กรมสรรพากร
อัพเดทเมื่อ 08/06/2560