Trade War 2.0 สะเทือนไทย
ความเสี่ยง ทิศทางเงินทุน และโอกาส SMEs ในโลกที่ไร้เสถียรภาพ
สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ เป็นวิกฤติระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายด้าน ก่อให้เกิดแรงกดดันต่อ SMEs ไทยทั้งตลาดในประเทศและการส่งออก คุณรวินทร์ บุญญานุสาสน์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย ได้วิเคราะห์สถานการณ์อย่างเจาะลึก พร้อมคำแนะนำสำหรับ SMEs
Trade War รอบใหม่ลุกลาม เศรษฐกิจไทยจะรับมืออย่างไร
สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในยุค Trump 2.0 (2025-2028) ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะภาคการส่งออก การลงทุน และตลาดการเงินต้องเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยมี 3 ช่องทางหลักที่ไทยได้รับผลกระทบ
ได้แก่
1. แรงกระแทกต่อภาคส่งออกไทย การส่งออกของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน นอกจากนี้ สินค้าจีนที่ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ได้ อาจไหลเข้าสู่ภูมิภาคอื่น ๆ (China Flooding) ทำให้สินค้าไทยเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในหลายตลาดทั่วโลก
2. การลงทุนของธุรกิจอาจหยุดชะงัก ภาคธุรกิจในไทยอาจชะลอการลงทุนลงชั่วคราว เนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ไม่เอื้อต่อการวางแผนระยะยาว อย่างไรก็ตาม ไทยอาจได้โอกาสบ้างจากการที่บางประเทศเลือกย้ายฐานการผลิตมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
3. เศรษฐกิจจีนชะลอตัว กระทบไทยโดยตรง เศรษฐกิจไทยมีความเชื่อมโยงกับจีนสูง ทั้งในด้านการส่งออกและการท่องเที่ยว หากเศรษฐกิจจีนอ่อนแรงลง จะยิ่งซ้ำเติมแนวโน้มเศรษฐกิจไทยให้เปราะบางมากยิ่งขึ้น ทั้งในเชิงรายได้จากการท่องเที่ยวและคำสั่งซื้อสินค้าจากจีนที่อาจลดลง
สงครามการค้าในยุค Trump 2.0 เป็นแรงสั่นสะเทือนระดับโลกที่ภาครัฐและเอกชนของไทยต้องเตรียมรับมือกับความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจที่อาจลากยาวและซับซ้อนยิ่งกว่าที่เคย นอกจากนี้ ตลาดการเงินไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน หนึ่งในสัญญาณคือเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง สวนทางกับการคาดการณ์เดิมที่คาดว่าจะกลับมาแข็งจากท่าทีแข็งกร้าวของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ราคาทองคำพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่จากความวิตกทั่วโลก และสถานการณ์ “ดอลลาร์อ่อน-ทองคำแพง” ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่า ทั้งที่เศรษฐกิจในประเทศยังอ่อนแรง ยิ่งทำให้ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนหนัก ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการค้าโลกต้องเผชิญความเสี่ยงด้านค่าเงินสูงขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงปกคลุมแนวโน้มตลาดการเงินในระยะถัดไป
โลกเปลี่ยนทิศกระแสเงินทุน เมื่อ De-Dollarization เร่งตัว
ความไม่แน่นอนจากนโยบายรัฐบาล Trump 2.0 กำลังเร่งให้เกิดกระบวนการ “De-Dollarization” หรือการลดพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งจากธนาคารกลางที่ทยอยลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ และเพิ่มการถือครองทองคำ ไปจนถึงแนวโน้มการทำธุรกรรมระหว่างประเทศที่หันมาใช้สกุลเงินท้องถิ่นมากขึ้น ส่งผลให้ทิศทางการไหลของเงินทุนโลกเปลี่ยนจากไหลเข้าสหรัฐฯ เป็นหลัก สู่การกระจายไปยังภูมิภาคที่มีศักยภาพเติบโตสูงและเสถียรภาพดี เช่น อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย สำหรับไทยแม้จะอยู่ในภูมิภาคเดียวกันแต่หากเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า ศักยภาพการเติบโตถดถอย และยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทุนมนุษย์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หรือการลงทุนด้าน AI ไทยก็อาจไม่ได้รับอานิสงส์จากกระแสเงินทุนใหม่ และเสี่ยงหลุดจากเรดาร์นักลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว
SMEs ไทยกลุ่มไหนเสี่ยงสุดใน Trade War 2.0
สงครามการค้ารอบใหม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อ SMEs ไทยในกลุ่มส่งออก โดยเฉพาะ อาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งพึ่งพาตลาดต่างประเทศสูงถึง 70% และมีข้อจำกัดในการปรับตัว แข่งขัน และขยายตลาดใหม่ ขณะเดียวกัน SMEs ที่ขายในประเทศ ก็เผชิญแรงกดดันจากสินค้าจีนราคาถูกที่หลั่งไหลเข้ามา เช่น เครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก โดยเฉพาะในตลาดล่างที่ผู้บริโภคเน้นความคุ้มค่า นั่นหมายความว่าสงครามการค้ารอบนี้ส่งผลกระทบต่อ SMEs ทั้งกลุ่มที่พึ่งพาตลาดส่งออกและกลุ่มที่แข่งขันในตลาดภายในประเทศ โดยเฉพาะผู้เล่นรายเล็กที่ขาดความยืดหยุ่นในการปรับตัว และมีทรัพยากรจำกัดในการรับมือกับคลื่นสินค้าราคาถูกจากต่างแดน
พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ด้วยกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด
SMEs ยังพลิกวิกฤติได้ด้วยการขยายตลาดใหม่ กระจายช่องทางขาย เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลัก พร้อมพัฒนาสินค้าให้มีอัตลักษณ์ และตอบโจทย์ตลาดบนหรือ Niche Market ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันการแข็งค่าของเงินบาทแม้กระทบส่งออก แต่ก็ช่วยลดต้นทุนการนำเข้า และเปิดโอกาสการลงทุนเพิ่มขีดความสามารถธุรกิจ ส่วนธุรกิจบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวไทย ควรเร่งยกระดับคุณภาพและเสน่ห์ความเป็นไทยให้โดดเด่น เพื่อสร้างความได้เปรียบในเวทีโลก ขณะเดียวกัน SMEs ต้องรู้จักบริหารความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะด้านอัตราแลกเปลี่ยนและดอกเบี้ยอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อปลดล็อกเวลาและพลังไปสู่การขยายตลาด พัฒนานวัตกรรม และยกระดับกระบวนการทำงาน ธนาคารกรุงไทยพร้อมเป็นที่ปรึกษา ด้วยโซลูชันบริหารความเสี่ยงและการลงทุนแบบองค์รวม ช่วยให้ SMEs ฝ่าคลื่นความผันผวน ก้าวสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคตที่ท้าทาย
กรุงไทยมีคำตอบในการรับมือกับอัตราแลกเปลี่ยน-ดอกเบี้ย
ผู้ประกอบการที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า-ส่งออก และเผชิญความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือดอกเบี้ย จำเป็นต้องมีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม ธนาคารกรุงไทยมีทั้งเครื่องมือพื้นฐานอย่างสัญญา Forward และผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้น เช่น Options และ Interest Rate Derivatives โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญ Krungthai Global Markets พร้อมให้คำแนะนำเชิงลึกแบบเฉพาะธุรกิจ อีกทางเลือกคือการทำธุรกรรมผ่านสกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งมีความผันผวนน้อยกว่า USD/THB สิ่งสำคัญคือการบริหารความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ให้มั่นคง เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีเวลาไปพัฒนาสินค้า ขยายตลาด และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยกรุงไทยพร้อมเป็นพันธมิตรระยะยาวในการช่วยให้ SMEs เติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ล้อมกรอบ
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบริการทางการเงินสำหรับ SME จากธนาคารกรุงไทย หากผู้ประกอบการต้องการข้อมูลหรือคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่สินเชื่อ SME ที่สำนักงานธุรกิจของธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศ หรือโทร. 0-2111-1111