หน้าหลัก
ผลิตภัณฑ์และบริการ
โปรโมชั่น
ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจ
SME Focus Magazine
งานสัมมนา
โครงการอบรม
คำนวณสินเชื่อเบื้องต้น
ค้นหาจุดบริการ
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

FOLLOW US Krungthai SME​


Krungthai SME

5 ทางออก SME ฝ่าเศรษฐกิจยาก

 

Highlight

  • เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค
  • ลงทุนร่วมด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี
  • สร้างพันธมิตรด้านความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร
  • ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเงิน
  • บทบาททางการทูตเชิงรุก

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่เกมอำนาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสมรภูมิทางการทหาร แต่ย้ายมาสู่สนามเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ ภูมิเศรษฐศาสตร์” (Geo-economics) หรือการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า การกำหนดมาตรการกีดกัน การช่วงชิงการควบคุมห่วงโซ่อุปทาน หรือการทุ่มเงินอุดหนุนเพื่อช่วงชิงความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนในทุกมิติ บทความนี้จะวิเคราะห์ว่า ท่ามกลางกระแสความขัดแย้ง ไทยและอาเซียนจะเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสได้อย่างไร รวมถึงสิ่งที่ SMEs ไทยควรเตรียมพร้อมและใช้ประโยชน์

ความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า เมื่อ “ภูมิเศรษฐศาสตร์” สะเทือนอาเซียน

สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิเศรษฐศาสตร์ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในหลายด้าน เช่น การแบ่งขั้วทางเทคโนโลยี: การแข่งขันอย่างดุเดือดระหว่างสหรัฐฯ และจีนในด้านเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยี 5G ผลักดันให้อาเซียนต้องเผชิญ “ทางเลือกที่ยากลำบาก” ในการตัดสินใจว่าจะเข้ากับฝ่ายใด ห่วงโซ่อุปทานที่ถูกแบ่งแยก: กระแส “China+1 Strategy” ที่บริษัทข้ามชาติเริ่มมองหาฐานการผลิตแห่งใหม่นอกประเทศจีน สร้างโอกาสให้อาเซียนดึงดูดการลงทุน แต่ก็มาพร้อมกับการแข่งขันที่สูงขึ้นในประเทศสมาชิก มาตรการกีดกันทางการค้าที่ซับซ้อน: มาตรการที่ชัดเจนที่สุดคือ CBAM ของสหภาพยุโรป และ ความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน: อาเซียนส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน จำเป็นต้องเร่งสร้างความมั่นคงร่วมกัน ขณะที่ไทยในฐานะ “ครัวของโลก” สามารถมีบทบาทเป็นผู้นำเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารของภูมิภาค

บทบาทสำคัญของไทย: พลังจากจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์

แม้ไทยไม่ได้เป็นมหาอำนาจ แต่มี “จุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์” ที่นำมาใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนความร่วมมือในอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ 1.ศูนย์กลางโลจิสติกส์และการคมนาคม: ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เชื่อมต่อกับกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) จีนตอนใต้ และเส้นทางทะเลสำคัญทั้งฝั่งมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ทำให้ไทยเป็น “ประตูเศรษฐกิจ” ที่สำคัญของภูมิภาค 2.เศรษฐกิจที่เปิดกว้างและมีเครือข่าย FTA ที่ครอบคลุม: การเป็นสมาชิกในข้อตกลงการค้าเสรีขนาดใหญ่อย่าง RCEP ทำให้ไทยสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมอาเซียนเข้ากับคู่ค้าสำคัญระดับโลก และ ศักยภาพด้านอาหารและการท่องเที่ยว: Soft Power ที่แข็งแกร่งของไทย สามารถต่อยอดสู่ความร่วมมือในมิติใหม่ ๆ

กลไกความร่วมมือ ทางออกของอาเซียนในยุคแห่งความผันผวน

เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส ไทยและอาเซียนควรเร่งสร้างพันธมิตรในมิติต่าง ๆ ดังนี้

  • เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค: ไทยควรเป็นแกนนำพัฒนาโครงข่ายการผลิตและการขนส่ง เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–ลาว–จีน ซึ่งสามารถขยายเส้นทางไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ในอนาคต นอกจากนี้ การจัดตั้ง “ASEAN Digital Supply Chain Platform” จะช่วยให้ทุกประเทศแบ่งปันข้อมูลและบริหารจัดการโลจิสติกส์ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ลงทุนร่วมด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี: ไทยสามารถผลักดันการจัดตั้ง “ASEAN Innovation Fund” เพื่อสนับสนุนสตาร์ตอัปและโครงการวิจัยร่วมในภูมิภาค โดยใช้การระดมทุนจากภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ การเชื่อมโยงเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำในอาเซียนจะช่วยเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีที่จำเป็น เช่น เกษตรอัจฉริยะ พลังงานสะอาด และ AI เพื่อการพัฒนา
  • สร้างพันธมิตรด้านความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร: ด้วยความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมเกษตร ไทยสามารถเป็นผู้นำในการผลิต Biofuel และ Hydrogen กับประเทศสมาชิก นอกจากนี้ การพัฒนา “ASEAN Food Security Corridor” จะทำให้ไทย ลาว และกัมพูชาเป็นฐานการผลิตอาหารสำคัญ ขณะที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์เป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่
  • ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเงิน: การใช้กลไกที่มีอยู่แล้วอย่าง Chiang Mai Initiative Multilateralisation (CMIM) และ AMRO ควรถูกยกระดับเพื่อสร้างเกราะป้องกันวิกฤติการเงิน การผลักดันให้มีการชำระเงินระหว่างประเทศสมาชิกด้วยเงินท้องถิ่น จะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ และสร้างเสถียรภาพทางการเงินในภูมิภาค
  • บทบาททางการทูตเชิงรุก: ไทยควรยึดมั่นหลักการ “ASEAN Centrality” และใช้เวทีพหุภาคีอย่าง EAS (East Asia Summit), APEC, และ ASEAN+3 เป็นพื้นที่กลางในการเจรจาและลดความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ นอกจากนี้ การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่เชื่อมโยงมิติความมั่นคงและเศรษฐกิจจะช่วยเสริมสร้างบทบาทของไทยในฐานะ “ผู้สร้างสมดุล”

ความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า เมื่อ “ภูมิเศรษฐศาสตร์” สะเทือนอาเซียน

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางภูมิเศรษฐศาสตร์ SME ไทยไม่ควรมองข้ามโอกาสและความเสี่ยง ควรปรับตัวเพื่อสร้างความได้เปรียบให้ธุรกิจ

  • ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสากล: มาตรการกีดกันทางการค้าที่อิงสิ่งแวดล้อมอย่าง CBAM จะเป็นเรื่องปกติในอนาคต SMEs ควรปรับปรุงการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อรักษาสิทธิในการส่งออกตลาดโลกที่มีกำลังซื้อสูง
  • ใช้ประโยชน์จากดิจิทัลและข้อมูล: การเชื่อมโยงระบบดิจิทัลกับคู่ค้าในอาเซียนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการห่วงโซ่อุปทาน ลดต้นทุน และเพิ่มความเร็วในการดำเนินธุรกิจ SMEs ควรใช้เทคโนโลยีติดตามสถานะสินค้าแบบ Real-time และเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มโลจิสติกส์ในภูมิภาค
  • ผนึกกำลังสร้างเครือข่าย: SMEs ไทยควรมองหาโอกาสสร้างเครือข่ายธุรกิจกับ SMEs ในอาเซียน เช่น ร่วมกันพัฒนาสินค้าและบริการ หรือแบ่งปันองค์ความรู้และเทคโนโลยี จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองกับคู่ค้ารายใหญ่ได้
  • เปิดรับโอกาสการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน: การที่บริษัทข้ามชาติย้ายฐานการผลิตมาอาเซียนตามยุทธศาสตร์ “China+1” เปิดโอกาสให้ SMEs ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค หรือพิจารณาการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบหรือตลาดใหม่ ๆ
  • เน้นการสร้าง “มูลค่าเพิ่ม”: SMEs ไทยควรสร้างความแตกต่างด้วยการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ เช่น ใช้เทคโนโลยี AI และ IoT เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรให้เป็น Smart Agriculture หรือใช้ Soft Power ด้านอาหารและวัฒนธรรมเพื่อสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและไม่เหมือนใคร

หากเราเลือกที่จะสร้างความร่วมมืออย่างเป็นระบบ อาเซียนจะสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส กลายเป็นภูมิภาคที่ยืดหยุ่น แข็งแกร่ง และมีอำนาจต่อรองในเวทีโลก สำหรับไทยบทบาทการเป็น “ผู้เชื่อมโยง” และ “ผู้สร้างสมดุล” คือกุญแจสำคัญในการนำพาอาเซียนให้ก้าวข้ามความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และใช้พลังของภูมิเศรษฐศาสตร์เพื่อเสริมสร้างความเจริญร่วมกันอย่างยั่งยืน