หน้าหลัก
ผลิตภัณฑ์และบริการ
โปรโมชั่น
ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจ
SME Focus Magazine
งานสัมมนา
โครงการอบรม
คำนวณสินเชื่อเบื้องต้น
ค้นหาจุดบริการ
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

FOLLOW US Krungthai SME​


Krungthai SME

ยักษ์ใหญ่ จีน – สหรัฐ พักรบ SME ไทยพร้อมเร่งสปีดชิงตลาดโลกแล้วหรือยัง?

 

Highlights

  • จีนและสหรัฐฯ ได้มีการเจรจาการค้าระหว่างกันผลคือทรัมป์ประกาศว่าตกลงกันได้แล้วและกำลังจะมีดีลการค้ากับจีน
  • ไม่ว่าทรัมป์จะอยู่หรือไป ไม่ว่าสหรัฐฯ และจีนจะตกลงกันได้ในระยะสั้นหรือไม่ ภาพใหญ่ภาพระยะยาวคือสองยักษ์จะเดินหน้าแยกห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจออกจากกัน
  • ยุคผันผวนของการค้าโลกจะเป็น New Normal และต้องรีบคว้าประโยชน์จากการเขย่าซัพพลายเชนในหลายอุตสาหกรรม

กรุงไทย สนับสนุนเงินทุนให้กับผู้ประกอบการ SME สำหรับเสริมสภาพคล่องและลงทุนในธุรกิจ

หากสนใจผลิตภัณฑ์ [คลิกเพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม]


ทางจีนและสหรัฐฯ ได้มีการเจรจาการค้าระหว่างกันที่เจนีวาในเดือนพฤษภาคม และที่ลอนดอนในเดือนมิถุนายน ผลคือทรัมป์ประกาศว่าตกลงกันได้แล้วและกำลังจะมีดีลการค้ากับจีน แต่หากมองให้ทะลุแล้ว เป้าหมายของทั้งทรัมป์และสี จิ้นผิงคือต่างต้องการเวลาให้เศรษฐกิจภายในของตนปรับตัว เพราะหากแตกหักกันทันทีในตอนนี้ ก็พังกันทั้งคู่


ในระหว่างที่พักรบให้มีเวลาหายใจ บริษัทสหรัฐฯ ก็คงพยายามกระจายความเสี่ยงออกจากจีนเท่าที่เป็นไปได้ เริ่มวางแผนสั่งของผลิตของจากที่อื่นที่ไม่ใช่จีน บริษัทจีนเองก็คงพยายามเสาะหาตลาดและผู้ซื้อรายใหม่แทนส่งออกไปสหรัฐฯ เพราะตอนนี้ทั้งคู่ได้ขาด “ความไว้วางใจ” (Trust) พื้นฐานต่อกันไปแล้ว ต่างไม่แน่ใจว่าจะกลับมาซัดกันอีกเมื่อไหร่ และนี่เป็นความขัดแย้งพื้นฐานของการแข่งขันกันเป็นเจ้าเศรษฐกิจและเทคโนโลยีโลกที่ยอมกันไม่ได้


พวกเราที่เป็นผู้ชมอย่าถูกหลอกให้หลงเชื่อว่าสองยักษ์ตกลงกันได้แล้ว หรือโลกาภิวัตน์จะกลับมาดังเดิมได้อีก เพราะทั้งหมดนี้เป็นเพียงเกมซื้อเวลา ที่ดีลกันได้ สุดท้ายก็คงไม่ยั่งยืน ทั้งสองฝ่ายจะกลับมาชี้หน้ากันว่าต่างไม่รักษาสัญญา และกลับมาซัดกันอีกเมื่อสองฝ่ายพร้อมขึ้นและปรับตัวได้มากขึ้น เราเคยมีประสบการณ์มาแล้วตอนข้อตกลงการค้าเฟส 1 ที่จีนเคยตกลงกับทรัมป์ในสมัยปลายรัฐบาลทรัมป์ 1 แต่สุดท้ายจีนก็ทำไม่ได้ตามสัญญา และสหรัฐฯ ก็ยังคงเพิ่มแรงกดดันต่อจีนอย่างต่อเนื่อง


มีคำถามว่า แล้วหากทรัมป์พ้นตำแหน่งไป มีโอกาสไหมที่จีนกับสหรัฐฯ จะกลับมาคืนดีกัน ลองฟังความเห็นของเกรตเชน วิตเมอร์ (Gretchen Whitmer) ผู้ว่าหญิงแกร่งของมิชิแกนจากพรรคเดโมแครต ที่หลายคนบอกเป็นตัวเต็งดาวรุ่งดวงใหม่ของพรรคเดโมแครตดูก็รู้แล้ว เธอบอกว่าเห็นด้วยกับนโยบายการขึ้นกำแพงภาษี นโยบายการพยายามเอาโรงงานกลับสหรัฐฯ และการพยายามโดดเดี่ยวจีนของทรัมป์ สิ่งที่เธอไม่เห็นด้วยคือ วิธีการปฏิบัติของทรัมป์เท่านั้นเอง ที่ทำแรงไป ซัดพันธมิตรถ้วนหน้า ขึ้นกำแพงภาษีทุกสินค้าไม่เจาะเฉพาะรายเซคเตอร์ (Sector) เชิงยุทธศาสตร์ และไม่ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปให้ธุรกิจมีเวลาปรับตัว


จะเห็นได้ว่าทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ ที่ทวนกระแสการค้าเสรี กลายมาเป็นความเห็นร่วมกันระหว่างสองพรรคเรียบร้อยแล้ว ที่เห็นต่างกันคือวิธีปฏิบัติเท่านั้นเอง ในสมัยรัฐบาลไบเดนก็ไม่ได้ยกเลิกกำแพงภาษีใด ๆ ที่ทรัมป์ตั้งไว้ต่อสินค้าจีนเลย แถมไบเดนยังตั้งเพิ่มอีก เพียงแต่ไบเดนเน้นทำในอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น ดังนั้น ไม่ว่าทรัมป์จะอยู่หรือไป ไม่ว่าสหรัฐฯ และจีนจะตกลงกันได้ในระยะสั้นหรือไม่ ภาพใหญ่ภาพระยะยาวคือสองยักษ์จะเดินหน้าแยกห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจออกจากกัน


มุมกลยุทธ์ของผู้ประกอบการไทย


ในมุมกลยุทธ์ของผู้ประกอบการไทย จึงต้องตระหนักว่ายุคผันผวนของการค้าโลกจะเป็น New Normal และต้องรีบคว้าประโยชน์จากการเขย่าซัพพลายเชนในหลายอุตสาหกรรม (สหรัฐฯ ไม่อยากซื้อจากจีน ไทยขายอะไรให้สหรัฐฯ แทนสินค้าจีนได้บ้าง ส่วนจีนเองก็ไม่อยากซื้อสหรัฐฯ แล้ว ไทยจะขายสินค้าให้จีนแทนสินค้าสหรัฐฯ อะไรได้บ้าง) นอกจากนั้น เราจะตักตวงประโยชน์จากการลงทุนของสหรัฐฯ และจีนที่จะสนใจตลาดอาเซียนและไทยมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร


ในขณะเดียวกัน ในยุคที่ทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างก็มีนโยบายพึ่งพาตัวเองมากขึ้น โดยทรัมป์ต้องการให้ผลิตของในสหรัฐฯ ส่วนจีนเองการแข่งขันภายในก็สูงมาก การส่งออกจากไทยไปยังสองประเทศในระยะยาวอาจไม่สดใสเช่นเดิม ดังนั้น ตลาดภายในประเทศของไทยเองและการหาตลาดใหม่จะทวีความสำคัญขึ้นมาก


ศึกนี้เป็นศึกยาว ผู้ประกอบการจึงไม่ควรมองเพียงการอดทนต่อแรงกดดันระยะสั้นจากความผันผวนของสงครามการค้า แต่ต้องวางแผนปรับซัพพลายเชนและปรับตลาดคู่ค้าใหม่ระยะยาวเพื่อเตรียมรับโลกที่ไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมอีกต่อไป

อัปเดตวันที่ 11 ก.ย. 2568er โทร 02 111 1111