หน้าหลัก
ผลิตภัณฑ์และบริการ
โปรโมชั่น
ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจ
SME Focus Magazine
งานสัมมนา
โครงการอบรม
คำนวณสินเชื่อเบื้องต้น
ค้นหาจุดบริการ
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

FOLLOW US Krungthai SME​


สนใจรับวิจัยธุรกิจและความรู้กรุงไทย SME ทางอีเมล์
Krungthai SME

“สายสัมพันธ์” ต้องไม่กลบ “ผลประโยชน์” กุญแจสำคัญพา “กงสี” ยั่งยืน

Highlights


 

  • จุดแข็งธุรกิจครอบครัว คือ ธุรกิจมีความต่อเนื่องและความมั่นคงในระยะยาว แต่จุดอ่อนสำคัญคือการผสมกันระหว่างความสัมพันธ์ทางธุรกิจและความสัมพันธ์ส่วนตัว
  • ธุรกิจครอบครัวการตัดสินใจส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับ “สายสัมพันธ์” มากกว่าหลักการบริหารที่มีประสิทธิภาพ
  • ผลตอบแทนที่ธุรกิจครอบครัว อาจไม่มีความเท่าเทียม แต่เน้นไปที่ความเท่ากัน
  • ธรรมนูญครอบครัว ช่วยลดความขัดแย้งในครอบครัว การบริหารมีความโปร่งใส และเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความสามารถเข้ามามีบทบาทอย่างเป็นธรรมได้ในที่สุด


ธุรกิจครอบครัว หรือกงสี คืออะไร


คำว่า “ธุรกิจครอบครัว” หรือ “กงสี” มักมีรูปแบบธุรกิจที่ดำเนินการโดยสมาชิกในครอบครัว มีจุดเด่นในการสืบทอดกิจการแบบรุ่นสู่รุ่น ซึ่งจุดแข็งที่เห็นชัด คือ ทำให้ธุรกิจเกิดความต่อเนื่องและความมั่นคงในระยะยาว แต่ในจุดแข็งก็มีจุดอ่อนอยู่ด้วย นั่นคือมีการผสมกันระหว่างความสัมพันธ์ทางธุรกิจและความสัมพันธ์ส่วนตัว ถ้าบริหารจัดการไม่ดี ย่อมก่อให้เกิดการบริหารจัดการด้าน “อำนาจ” และ “ผลประโยชน์” ที่ไม่ลงตัว


การบริหารงาน “อำนาจ” ที่ไม่ลงตัว

หากเราพิจารณาโครงสร้างธุรกิจทั่วไป จะพบว่าอำนาจตัดสินใจเรื่องผลประโยชน์ต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับความเป็นเจ้าของในกิจการ ผ่านการบริหารจัดการโดยผู้แทน ซึ่งเป็นไปตามหลักของกฎหมาย เช่น กรณีของ “บริษัท” ที่กำหนดว่าจะต้องมี “ผู้ถือหุ้น” ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และอำนาจในการตัดสินใจมากน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับสัดส่วนหุ้นที่ตัวเองถือ และตัดสินใจผ่านอำนาจการลงมติของผู้ถือหุ้นร่วมกัน นอกจากนั้นยังมี “กรรมการ” หรือบุคคลที่ถูกแต่งตั้งจากผู้ถือหุ้นอีกทีหนึ่ง ที่มีสิทธิกำหนดทิศทางในการบริหารเพื่อประโยชน์สำหรับผู้ถือหุ้น โดยปกติแล้วธุรกิจทั่วไป “ผู้ถือหุ้น” กับ “กรรมการ” อาจเป็นบุคคลคนเดียวกันก็ได้


 

แต่เมื่อเป็นธุรกิจแบบ “กงสี” มักพบว่ากรอบอำนาจที่กำหนดไว้ตามโครงสร้างของธุรกิจดังที่ว่ามา ไม่สามารถทำอะไรการตัดสินใจที่แท้จริงได้ เนื่องจากการตัดสินใจส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับ “สายสัมพันธ์” มากกว่าหลักการบริหารที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งบุคคลในครอบครัวเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญโดยขาดความสามารถที่เหมาะสม ไปจนถึงการตัดสินใจจาก “ความอาวุโส” มากกว่าอำนาจในการบริหารที่แท้จริงตามกฎหมาย


 

นอกจากนั้น พบว่าในบางธุรกิจครอบครัว ยังคงมีมายาคติที่ให้ความสำคัญกับ “ผู้ชาย” เป็นหลักในการบริหารงาน ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เช่น การให้สิทธิ์ในการบริหารงานแก่ลูกชายมากกว่าลูกสาว หรือการขาดโอกาสสำหรับผู้หญิงในตำแหน่งบริหารของธุรกิจ ไปจนถึงการให้สิทธิ์ในความเป็นเจ้าของ (ถือหุ้น) น้อยกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อเทียบกับความสามารถและผลงานที่ได้กระทำ อีกทั้งยังไม่รวมถึงปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างรุ่น เช่น ความขัดแย้งระหว่างผู้ก่อตั้ง (รุ่นแรก) และทายาทรุ่นใหม่ (รุ่นที่สองเป็นต้นไป) ยิ่งทำให้ “อำนาจ” ในการบริหารจัดการธุรกิจมีความสับสนมากยิ่งขึ้น


การบริหาร “ผลตอบแทน” ที่ปั่นป่วน


ในอีกมุมหนึ่งคือ ผลตอบแทนที่ได้รับ ซึ่งเป็นการสืบทอดต่อจากอำนาจอย่างที่ว่ามา นั่นคือ ผลตอบแทนที่ธุรกิจกงสีมอบให้กับบุคคลในครอบครัว อาจจะไม่เท่าเทียม แต่เน้นไปที่ความเท่ากัน เพราะต้องการความยุติธรรมเป็นหลัก เช่น การให้หุ้นในจำนวนเท่ากันสำหรับคนที่ไม่ได้ทำงานหรือร่วมบริหาร หรือการให้ผลตอบแทนโดยไม่ต้องทำงานจริง (เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง) และการบริหารงานที่ไม่ได้แยกทรัพย์สินของกิจการออกจากทรัพย์สินส่วนตัวของครอบครัว ส่งผลให้เกิดข้อขัดแย้ง พร้อมกับปัญหาทางบัญชีและภาษีในระยะยาว มาถึงตรงนี้หลายท่านคงเริ่มเกิดคำถามว่าควรแก้ไขอย่างไร คำตอบที่กระชับที่สุด คือ การขีดแบ่งความชัดเจนผ่านการมีธรรมนูญครอบครัว (Family Constitution)


ธรรมนูญครอบครัว คืออะไร


คือเอกสารของครอบครัวที่วางหลักการ กฎ กติกา ของสมาชิกในครอบครัว โดยปกติแล้วจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ช่วยกำหนดการกระบวนการจัดการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดความขัดแย้งภายในครอบครัว และส่งผลให้สมาชิกตกลงร่วมกันได้อย่างถูกต้อง ซึ่งปกติแล้วจะมีเรื่องสิทธิและหน้าที่ของสมาชิก โครงสร้างธุรกิจครอบครัว (ผ่านการแบ่งสัดส่วนการถือหุ้นอย่างเป็นธรรม) อำนาจและสิทธิในการออกเสียง ไปจนถึงการส่งต่อธุรกิจ และข้อจำกัดต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องพิจารณาร่วมกันจากมุมของสมาชิกทุกคนในครอบครัว เพื่อให้ชัดเจนและเด็ดขาด สุดท้ายแล้วธรรมนูญครอบครัวที่ชัดเจนเพียงพอ จะทำให้โครงสร้างบริหารมีความโปร่งใส และเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความสามารถเข้ามามีบทบาทอย่างเป็นธรรมได้ในที่สุด


ประเด็นทางบัญชีและภาษีที่ต้องรู้


สิ่งที่มักเป็นปัญหาในอีกมุมหนึ่งคือ เรื่องบัญชีและภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ซึ่งประเด็นต่อจากนี้ควรถูกบรรจุในการร่างธรรมนูญครอบครัว หรือตกลงให้แน่ชัด เพื่อให้อยู่ในอำนาจและผลตอบแทนที่เหมาะสม

  • รูปแบบธุรกิจที่ชัดเจน: กำหนดรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสม ระหว่างการเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล
  • กำหนดโครงสร้างการถือหุ้น: หากเลือกในรูปแบบนิติบุคคล ควรยึดที่อำนาจตามกฎหมาย มากกว่าความอาวุโส หรืออำนาจแฝงจากความสัมพันธ์ นั่นแปลว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ควรมีอำนาจตัดสินใจที่ชัดเจนกว่าจากโครงสร้างที่แท้จริง
  • อำนาจในการบริหารงาน: ควรเป็นของกรรมการที่ผู้ถือหุ้นคัดเลือก และไม่ควรก้าวก่ายผ่านความสัมพันธ์ในครอบครัว
  • การยกทรัพย์สินระหว่างธุรกิจและครอบครัว: ธุรกิจครอบครัวควรมีบัญชีทางการเงินที่ชัดเจนเพื่อวัดผลการดำเนินงานของธุรกิจ โดยแยกค่าใช้จ่ายส่วนตัว (ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ) ออกจากค่าใช้จ่ายของธุรกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อให้รู้ถึงผลกำไรที่แท้จริง และไม่มีปัญหาด้านภาษีในภายหลัง
  • ความโปร่งใสในการจัดทำบัญชี และการตรวจสอบข้อมูลที่เข้าถึงได้ เพื่อให้สมาชิกทุกคนทราบถึงความเป็นไป และกำหนดนโยบายร่วมกันในอนาคตครับ

    ธุรกิจครอบครัวมีจุดแข็งที่ความต่อเนื่องและความมั่นคงของกิจการ แต่หากไม่มีโครงสร้างที่ดี อาจกลายเป็นปัญหาทางการบริหารที่ซับซ้อนได้ การจัดทำธรรมนูญครอบครัว และการบริหารผลตอบแทนให้มีความเป็นธรรม เป็นแนวทางสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน