‘พันทิพย์’ เชื่อมต่อเส้นทางความสุข
บริษัท พันทิพย์ (1970 ) จำกัด ประกอบธุรกิจด้านการขนส่งผู้โดยสารด้วยรถโดยสาร ตั้งแต่รถโดยสารประจำทาง รถโดยสารเพื่อการเช่าเหมา ทั้งรถโดยสารไม่ปรับอากาศ รถโดยสารปรับอากาศ สองชั้น ,ชั้นครึ่ง, และชั้นเดียวและมีตั้งแต่รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถตู้โดยสารปรับอากาศ รถโดยสารปรับอากาศขนาดเล็ก ขนาดกลางและ ขนาดใหญ่เกือบครึ่งศตวรรษที่เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2513 บริษัทสามารถพัฒนาตัวเองจากเส้นทางรถโดยสารธรรมดา มาเป็นผู้ประกอบการประจำจังหวัด ที่ดำเนินกิจการครบวงจร โดยเชื่อมต่อธุรกิจขนส่งผู้คนเข้ากับการคมนาคมหลักๆ ของประเทศ ทั้งทางเครื่องบิน รถยนต์ และเรือ ภายใต้ปรัชญาธุรกิจ “Connecting Happiness” รถโดยสารระยะสั้น แต่บริการส่งมอบความสุขตลอดเส้นทางระยะยาว
คุณเอกสิทธิ์เป็นรุ่นที่ 2 ของตระกูล ซึ่งเข้ามารับกิจการต่อจากคุณพ่อ “กาจ กนกวิจิตร” ย้อนกลับไปเมื่อ 47 ปีก่อน คุณพ่อกาจได้มองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจรถโดยสาร เนื่องจากในขณะนั้นเส้นทางสัญจรหลายแห่งรอบๆ ตัวเมืองสุราษฎร์ธานียังไม่มีรถโดยสารวิ่งให้บริการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ประกอบกับมีโอกาสได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น เห็นความเจริญก้าวหน้าของระบบขนส่งของประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนมีเครือข่ายเพื่อนฝูงที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์ที่สามารถนำมาใช้ต่อยอดในเรื่องของระบบขนส่ง และสามารถเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เพื่อการขนส่งรถโดยสารสาธารณะได้ คุณพ่อกาจจึงทำเรื่องขอใบอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกเป็นผู้ประกอบการขนส่งรถโดยสาร และรวบรวมคิวรถที่กระจัดกระจายมารวมตัวกันสร้างเครือข่ายพันธมิตร ช่วยกันสร้างความเจริญให้กับเมือง และอำนวยความสะดวกให้กับชุมชนโดยรอบ
คุณเอกสิทธิ์เข้ามาสานงานต่อในปี 2532 หลังเรียนจบปริญญาโท ที่สหรัฐอเมริกา ทางด้านการบริหารธุรกิจและคอมพิวเตอร์ โดยช่วยประสานการทำงานกับกรมการขนส่งทางบก ขณะที่คุณพ่อกาจก็เริ่มเบนเข็มไปทำงานภาคสังคม โดยการเป็นนายกเทศมนตรีเมืองสุราษฎร์ธานีจนกระทั่งเกษียณ
'เรากำลังก้าวสู่ยุคใหม่ของการทำธุรกิจ ที่เน้นการบริหารงานเชิงรุกภายใต้การจัดการแบบมีนวัตกรรม เอาบิ๊กดาต้าเข้ามาวัดวิเคราะห์ประเมินผล ตรวจสอบย้อนกลับผลการดำเนินงาน นำเสนอสิ่งใหม่ๆ เพื่อผู้บริโภค รถรุ่นใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ ฝึกฝนให้มีทักษะทางด้านเทคโนโลยี สอดรับกับเป้าหมายพันทิพย์ 4.0'
พันทิพย์เพิ่งผ่านการ Rebrandในช่วง 2-3 ปีมานี้ เป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ ให้มีความเป็น แบรนด์อินเตอร์มากขึ้น เพื่อช่วยในการผลักดันการท่องเที่ยวภาคใต้ตอนล่างให้มีมาตรฐานขึ้น ขณะเดียวกันก็มุ่งสร้างความภาคภูมิใจให้กับเมืองสุราษฎร์ธานีที่กำลังขยายตัวขึ้นทุกวัน ในฐานะศูนย์กลางของเส้นทางการบินต้นทุนต่ำ โดยเราจ้างมืออาชีพมาออกแบบโลโก้ใหม่ เปลี่ยนมาใช้สีน้ำเงิน-เหลือง ให้ความรู้สึกทันสมัย ออกแบบตัวรถให้ดูดี น่านั่ง เปิดแอปพลิเคชันจองตั๋วออนไลน์ และเน้นบริการที่มุ่งสร้างความประทับใจสูงสุด”คุณเอกสิทธิ์กล่าว
นอกจากเชื่อมโยงระบบการเดินทางทุกประเภทเข้าด้วยกันแล้ว บริษัทยังเปิดเส้นทางการเดินรถใหม่ๆ เพื่อให้เข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ในทุกจังหวัดของภาคใต้ รองรับกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ตั้งแต่ ภูเก็ต, พังงา, ชุมพร, ระนอง, สุราษฎร์ธานี, ตรัง, กระบี่, สงขลา และนครศรีธรรมราช เป็นต้น เรียกได้ว่าเป็นฟันเฟือง หรือกลไกการขับเคลื่อนตัวหนึ่ง ที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศชาติ
ส่งไม้ต่อทายาทรุ่นที่ 3
พอเข้าสู่ปี 2553 คุณเอกสิทธิ์ก็เริ่มวางแนวทางให้ทายาทรุ่นที่ 3 “คุณอนรรฆ กนกวิจิตร” หรือคุณเปาโล เข้ามาต่อยอดจากยุคแรกๆ ของพันทิพย์สู่ยุค 4.0
หลังจากจบการศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโมนาช ประเทศออสเตรเลีย คุณอนรรฆก็ได้เข้ามาฝึกงานกับคุณพ่อ ผ่านการเรียนรู้ทุกอย่าง ตั้งแต่นั่งเคาน์เตอร์ขายตั๋ว ให้บริการลูกค้า รับผิดชอบในเรื่องของการตลาดออนไลน์ การพัฒนาระบบไอที และการพัฒนาแอปพลิเคชั่นบนมือถือ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พันทิพย์ (1970) จำกัด มีบทบาทสำคัญในการ Rebrand พันทิพย์ พัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ๆ ขยายช่องทางการจำหน่ายตั๋วโดยสาร การป้องกันการสูญเสียของรายได้ การนำกล้องวงจรปิดมาใช้กับรถโดยสาร ตลอดจนการนำอินเทอร์เน็ตแบบระบบความปลอดภัยสูงมาใช้กับรถโดยสาร (แบบต้องล็อคอินผ่านอีเมลแอดเดรส) ขยายเครือข่ายสร้างเน็ตเวิร์ก การตรวจสอบโดยใช้คอมพิวเตอร์ (ERP Auditing) การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในหน่วยงานต่างๆ มากขึ้น การตั้งหน่วยขายผ่านออนไลน์ รวมถึงการสร้างตัวแทนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ (OTA : Online TravelAgency)
เทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้นำมาใช้เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงให้กิจการของบริษัทฯ เติบโตยิ่งขึ้น ให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด และยังเป็นการช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง ลดค่าใช้จ่ายการพิมพ์ตั๋วโดยสาร รวมถึงเอกสารอื่นๆ ด้วย และยังลดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากลูกค้า โดยให้ลูกค้าโอนเงินมาก่อนผ่านแอปพลิเคชั่นต่างๆ เช่น Paysbuy/Easy pay/Samsung Pay/Paypal เป็นต้นระบบต่างๆ นี้นอกจากช่วยในการบริหารงานแล้วยังสามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องภายใต้เครือข่ายพันธมิตรที่มี เช่น โครงการต่อรถต่อเรือ หรือโครงการขนส่งต่อเนื่องด้วยรถไฟ-รสบัส-เรือเฟอร์รี่-เรือเร็ว(Speed Boat)หรือโครงการขนส่งต่อเนื่องด้วย เครื่องบิน-รสบัส-เรือเฟอร์รี่ เป็นต้น ซึ่งการเชื่อมโยงการขนส่งทั้งหมดที่กล่าวนี้ เป็นการเชื่อมโยงการขนส่งแบบ Business To Business หรือ บีทูบี เพื่อเป็นการลดความเสี่ยง
“เรากำหนดปรัชญาธุรกิจว่าเป็น Connecting Happiness จากการวางรากฐานเส้นทางเดินรถที่แข็งแรงมานาน วันนี้ผู้โดยสารสามารถใช้บริการเครือข่ายพันทิพย์ได้ครบทุกเส้นทางเลย ไม่ว่าจะเป็นเกาะสมุย-ภูเก็ต หรือเกาะสมุย-กระบี่ เราส่งต่อและเชื่อมโยงทุกเส้นทางเข้าหากัน โดยใช้ตั๋วโดยสารใบเดียว” คุณอนรรฆกล่าว
พันทิพย์เห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ จากการถือใบอนุญาตเดินรถในเส้นทางรอบตัวเมืองสุราษฎร์ธานี รัศมีทำการไม่เกิน 400 กิโลเมตร หลังสายการบินต้นทุนต่ำแห่กันเพิ่มเที่ยวบินมาลงสุราษฎร์ฯ มากขึ้น จากเดิม 20 เที่ยวบิน ขยับขึ้นมาเป็น 36 เที่ยวบิน ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวทั้งทางน้ำและทางบกบูมขึ้นทันตา การเปิดเส้นทางเดินรถใหม่ๆ ที่พันทิพย์ร่วมกับผู้ประกอบการท้องถิ่นในแต่ละเขตรอยต่อจังหวัด โดยเฉพาะเส้นทางเซาท์เทิร์นซีบอร์ด ทำให้นักท่องเที่ยวประหยัดเวลาเดินทาง เพราะเป็นการวิ่งสายสั้น และสามารถขนส่งผู้โดยสารกระจายไปยังจังหวัดต่างๆ ใกล้เคียง
เจาะ 2 กลยุทธ์สร้างความต่าง
คุณอนรรฆเล่าว่า “กลยุทธ์การทำธุรกิจรถโดยสารในยุคใหม่นี้ จะต้องเน้นการบริหารต้นทุนและความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับความเป็นไปของโลก ทำไมแท็กซี่ไม่อยากให้อูเบอร์เกิด เพราะแย่งทำมาหากิน เราหยุดการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้” พันทิพย์จึงรีบเปลี่ยนตัวเอง โดยปรับองค์กรอย่างต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนขนาดรถโดยสารจาก 40 ที่นั่ง มาเป็นรถไมโครบัสขนาดเล็ก 30 ที่นั่ง มุ่งประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มความถี่ในการให้บริการ สร้างธุรกิจให้มีความยืดหยุ่น และมุ่งตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ต้องการความสะดวกสบาย และความกระชับฉับไว
“เราต้องการสร้างภาพลักษณ์ใหม่และมาตรฐานใหม่ในธุรกิจขนส่ง ตัวเมืองสุราษฎร์ฯ ว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร ด้วยการลงทุนซื้อรถไมโครบัสใหม่หมด 30 คัน รองรับผู้โดยสารที่สนามบินทุกไฟล์ท และมีรถรับส่งจากตัวเมืองไปสนามบิน ออกทุกๆ ชั่วโมง ตั้งแต่ตีห้าถึงหนึ่งทุ่ม เป็นการยกระดับมาตรฐานความสะดวกสบาย และสร้างชื่อให้พันทิพย์ว่า จะไปไหนให้ไปกับพันทิพย์ สะดวกสบาย ไว้ใจได้ ไม่ต้องเหนื่อยขับรถเอง” คุณอนรรฆกล่าว ขณะเดียวกัน ก็ขยายตลาดต่างประเทศ ด้วยการไปสร้างความร่วมมือกับบริษัทนำเที่ยวต่างประเทศ (B2B : business to business) ขายการเดินทางรวมไปกับแพกเกจทัวร์ เป็นการสร้างแบรนด์ให้ต่างชาติรู้จัก และลดความเสี่ยงด้วยการเพิ่มโอกาสทางการเงินหลายๆ ตะกร้า
“เราพยายามทำทุกอย่างเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ภายใต้กลยุทธ์การสร้างเครือข่ายแทนการสร้างศัตรู จุดแข็งของพันทิพย์คือ เน้นความเชี่ยวชาญการเดินรถเข้าออกจากตัวเมือง การวางตำแหน่งทางการตลาดที่ชัดเจน จะทำให้ภาพความเป็นอินเตอร์แบรนด์ของเราโดดเด่นมากขึ้นในอนาคตอันใกล้” ทายาทรุ่นที่ 3 มองถึงการสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจ”
ปัจจุบันบริษัทมีรายได้หลัก จากการให้บริการรถโดยสารในสนามบิน 50% รองลงมาคือรถบริการวิ่งสายสั้น จากเกาะสมุย-ภูเก็ต และเกาะสมุย-กระบี่ 30% ส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากการขายตั๋วออนไลน์ และการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากรถร่วม และบริษัทอยู่ระหว่างเข้าโครงการประชารัฐ เพื่อเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ได้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาใช้บริการระบบรถโดยสารพันทิพย์
นอกจากนี้พันทิพย์ยังมีแผนพัฒนาสถานีขนส่งแห่งใหม่ ภายใต้แนวคิด lifestyle terminal เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทาง โดยออกแบบให้เป็นศูนย์รวมการพักผ่อน มีพื้นที่นั่งทำงานระหว่างเดินทาง (co working space) นั่งเล่นอินเทอร์เน็ต มีที่พักขนาดย่อมในลักษณะแคปซูลมีร้านอาหารและเครื่องดื่ม และแหล่งสันทนาการต่างๆ จากแนวคิดที่ว่า ถึงแม้พันทิพย์จะเป็นรถโดยสารให้บริการระยะสั้น แต่ก็เต็มใจให้ความสุขกับผู้โดยสารตลอดระยะเวลาเดินทางอันยาวนาน กว่าถึงจุดหมายปลายทาง โดยโครงการดังกล่าวยังเป็นเพียงแค่แนวคิด ต้องรอเขียนโครงการเพื่อขออนุมัติสินเชื่อจากสถาบันทางการเงินก่อน
หลักไมล์ธุรกิจ พันทิพย์ 4.0 คือการเดินหน้าสร้าง “ความสำเร็จ” ร่วมกัน ทั้งคน องค์กร และคู่ค้าทางธุรกิจ เหนือสิ่งอื่นใดคือการสร้าง “ความสุข” ให้กับบรรดาผู้โดยสาร ได้ขับเคลื่อนสู่สถานีปลายทางแห่งรอยยิ้มที่เปี่ยมสุขร่วมกัน