ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เป็นธุรกิจที่เกิดง่าย ตายเร็ว และมีความเสี่ยงสูง แต่ถึงอย่างไร แม้จะมีจำนวนบริษัทตั้งใหม่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่กลุ่มที่ประสบความสำเร็จนั้นก็มีเพียงหยิบมือเท่านั้น ซึ่ง บริษัท เอส ซี จี 1995 จำกัด ของ “ศิลป์ชัย สุนทรเศวต” เป็นหนึ่งในนั้น
จากจุดเริ่มต้นเป็นผู้รับเหมารายเล็ก รับจ้างขุดสระ สร้างแหล่งน้ำขนาดเล็ก ปัจจุบันนี้สามารถยกระดับตัวเอง กลายเป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษของหลายหน่วยงานราชการ เข้าประมูลงานปีละหลายพันล้าน ได้รับมอบหมายก่อสร้างถนนทั่วภาคใต้ แถมเป็นเจ้าของโรงงานอีกนับ 10 แห่ง และก้าวต่อไปก็คือการลุยธุรกิจโรงไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นเส้นทางใหม่ของบริษัทอีกครั้ง
จากธุรกิจค้าไม้ ขยับมาเป็นผู้รับเหมา
'ศิลป์ชัย สุนทรเศวต' กล่าวย้อนกลับไปถึงช่วงก่อตั้งบริษัทว่า เดิมมาจากครอบครัวที่ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมาก่อน โดยคุณศิลป์ชัยนั้นเรียนจบ ปวช. ด้านช่างไฟฟ้า จากวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี และ สาขาปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี ซึ่งขณะที่เรียนช่างไฟฟ้าอยู่นั้นก็ได้เข้ามาช่วยงานธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของครอบครัว จนกระทั่งมีความสนใจธุรกิจเกี่ยวกับการรับจ้างชักลากไม้ใต้น้ำจึงหันไปทำธุรกิจนี้ระยะหนึ่ง หลังจากรับงานสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กมาได้ 2-3 ปี กิจการของบริษัทก็ขยายตัวขึ้น และก็เริ่มมีความพร้อมจึงได้ขยับขยายมารับงานเกี่ยวกับการสร้างถนน ในปี 2537 จากนั้นก็ตัดสินใจจดทะเบียนบริษัทในปี 2538 ด้วยชื่อ 'เอส ซี จี' ซึ่งเป็นชื่อมาจากตัวอักษรตัวหน้าของชื่อสมาชิกในครอบครัว ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับ เครือ SCG แต่อย่างใด เพราะสมัยนั้นพวกเขายังใช้ชื่อ 'ปูนซีเมนต์ไทย'อยู่เลย
หลังจากนั้น ธุรกิจรับเหมาของเราก็ขยายงานอย่างต่อเนื่อง “ ทุกวันนี้ เอสซีจี รับเฉพาะงานของราชการเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลก็จะมีโครงการลงทุนก่อสร้างถนนอย่างต่อเนื่องทุกวันนี้เราไม่เคยทำงานให้เอกชนเลย บอกได้เลยว่า ถนนทั่ว 14 จังหวัดภาคใต้ ก็เป็นผลงานของบริษัทเราทั้งนั้น '
“การจะเป็นผู้รับเหมาที่ดี จะต้อง มีความรู้สามารถในงานสาขานั้นๆ ไม่ว่าจะจากการศึกษา หรือการลงมือทำ ตัวผมเอง ก็คลุกคลีกับการรับเหมาก่อสร้างมาตั้งแต่เล็กๆ โดยขณะที่กำลังศึกษาระดับ ปวช. ได้ไปช่วยพี่ชายทำงานรับเหมาก่อสร้างโดยตลอด ได้เรียนรู้ ลองผิดลองถูกได้ผ่านอุปสรรค และปัญหามาตลอด ทำให้ตัวเองมีแผนและกลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหา เวลาเจออุปสรรคเข้ามา”
ขยายอาณาจักรก่อสร้าง
“หลังจากเรารับทำงานสร้างถนนมาได้ระยะหนึ่ง บริษัทก็มีความพร้อมในการขยายธุรกิจไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลัก ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจโรงโม่หิน โรงงานผสมแอสฟัลติก(ยางมะตอย) โรงผสมปูนซีเมนต์ โรงงานทำท่อ และ โรงงานบล็อกปูถนน จึงทำให้เราเป็นผู้รับเหมาที่ครบวงจรที่สุดบริษัทหนึ่งในภาคใต้
ปัจจุบันบริษัทได้ขยายธุรกิจไปหลากหลายมาก ประกอบไปด้วย โรงโม่หิน 4 แห่ง ที่สุราษฎร์ธานี 3 แห่ง และ นครศรีธรรมราช 1 แห่ง โรงงานผสมยางมะตอย 10 แห่ง ในตัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2 แห่ง ที่เกาะสมุย1 แห่ง เกาะพะงัน 1 แห่ง เกาะเต่า 1 แห่ง กระบี่ 1 แห่ง ภูเก็ต 1แห่ง เกาะลันตา 1 แห่ง สงขลาอีก 1 แห่ง และสตูล 1 แห่ง
นอกจากนี้ยังมีโรงผสมคอนกรีต 4 แห่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โรงไม้ขนาดใหญ่อีก 1 แห่ง มีโรงงานเสาเข็มอีก 2 แห่ง รวมถึง โรงแรม 3 ดาว ชื่อว่า ริเวอร์เนเจอร์ ในอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานีด้วย และในปีหน้า 2018 จะมีโรงผลิตไม้สับเชื้อเพลิงหรือไม้ชิพเชื้อเพลิง (Woodchip) และ โรงงานวู้ดพาเลท
เราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำถนนอันดับต้นๆ ของประเทศ และคิดว่าบริษัทของเราน่าจะเป็นบริษัทเดียวในประเทศไทยที่มีโรงผสมยางมะตอยถึง 10 แห่ง ถามว่า ทำไมต้องมีโรงงานเยอะขนาดนี้ ก็เพราะว่า เรามีงานอยู่หลายจังหวัด ซึ่งมันจำเป็นต้องใช้โรงงานเหล่านี้
ขณะเดียวกันบริษัทก็มีแผนที่จะขยายธุรกิจ โดยเฉพาะการขยายพื้นที่การรับเหมาออกไปนอกเหนือจากเขต 14 จังหวัดภาคใต้ พร้อมทั้งขยายขอบเขตงานไปทำในส่วนของระบบป้องกันน้ำท่วม พวกเขื่อนป้องกันตลิ่ง เพราะบ้านเมืองเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ภาครัฐหันมาลงทุนในเรื่องการป้องกันน้ำท่วมมากขึ้น ซึ่งเรื่องการป้องกันน้ำท่วมกลายเป็นภารกิจที่สำคัญของรัฐบาล เวลามีน้ำท่วมที่หาดใหญ่ เกาะ สมุย รัฐบาลก็จะทุ่มงบประมาณลงมา ซึ่งถือเป็นโอกาสดีของเรา
งานป้องกันน้ำท่วม งานป้องกันตลิ่ง ต้องใช้หินขนาดใหญ่ ซึ่งหากบริษัทอื่นจะทำก็ไม่สามารถจะหาวัตถุดิบเหล่านี้ได้ นอกจากคนที่มีโรงโม่หิน แต่บริษัทของเรามีความพร้อมตรงนี้ จะเห็นได้ว่า การขยายธุรกิจของบริษัทในแต่ละครั้ง จะมีการเลือกลงทุนไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับ โครงสร้างธุรกิจหลัก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างถนน ซึ่งก็ต้องใช้วัตถุดิบเป็น หิน ปูนซีเมนต์ และยางมะตอย ซึ่งการลงทุนประเภทนี้ก็ช่วยเสริมตัวธุรกิจหลักให้แข็งแกร่งขึ้น ดำเนินการบนความเสี่ยงที่ลดลง และควบคุมต้นทุนได้ดีกว่า ขณะที่งานป้องกันน้ำท่วม ก็ใช้วัตถุดิบกับการสร้างถนน ซึ่งก็ทำให้เราสามารถที่จะขยายธุรกิจได้ไวขึ้น ทุกธุรกิจเราขยายตั้งแต่ต้นน้ำ ยังปลายน้ำ ดูแลครบวงจร ทำให้บริษัทเราได้รับงานจากภาครัฐโดยตลอด”
หน่วยราชการไว้ใจ งานก้าวหน้า
การทำงานกับภาครัฐนั้น แทบจะไม่มีความเสี่ยงในการทำธุรกิจเลย มันขึ้นอยู่กับการทำตัวเองว่าจะทำให้เสี่ยงขนาดไหน ถ้าคุณทำตามกติกาที่ภาครัฐกำหนดในทีโออาร์ ทำตามนิติกรรมสัญญาถูกต้อง ธุรกิจของคุณก็ไปได้ ยิ่งวางแผนการทำงานให้สอดรับกับการเบิกงวดจ่ายอย่างถูกต้องด้วยแล้ว ก็แทบจะปิดความเสี่ยงไปได้เลย
อย่างไรก็ดี ด้วยความที่บริษัทเป็นผู้รับเหมาที่ทำงานแบบตรงไปตรงมา และมีความพร้อมในทุกๆด้าน ทั้งในแง่ของเงินทุน เครื่องมือเครื่องจักรต่างๆ บุคลากร วัตถุดิบ ผลงาน และประสบการณ์ จึงทำให้บริษัทได้รับการคัดเลือกเป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษจากกรมทางหลวงชนบท และกรมโยธาธิการและผังเมือง ให้ทำงานกับหน่วยงานราชการหลายหน่วยงานด้วยกัน
ข้อดีของการเป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ก็คือ การสามารถรับงานได้แบบไม่มีข้อจำกัด และสามารถรับงานในโครงการที่มีมูลค่าเกินหนึ่งพันล้านบาทได้ ซึ่งปัจจุบันผู้รับเหมาชั้นพิเศษในพื้นที่ภาคใต้ มีเพียง 1-2 รายเท่านั้น ทำให้บริษัทไม่ค่อยพลาดในการคว้างานของภาครัฐ โดยในแต่ละปีสามารถประมาณการเบื้องต้นได้เลยว่า จะประมูลงานภาครัฐได้กี่โครงการ
“กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจของเรา จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะธรรมชาติของงานรับเหมาภาครัฐในประเทศไทย ผู้รับเหมาจะเลื่อนชั้นผู้รับเหมาเพื่อไปรับงานที่มูลค่างานสูงขึ้นได้นั้น ต้องมีผลงานก่อสร้างที่มีมูลค่าตามเกณฑ์ที่รัฐได้กำหนดไว้ ดังนั้นผู้รับเหมางานภาครัฐส่วนใหญ่จะเริ่มที่งานเล็กๆ แล้วค่อยขยายขึ้นไปเรื่อยๆ การลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักรและบุคลากร ก็จะเพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปด้วยเช่นกัน ซึ่งหลักการบริหารเงินของผู้รับเหมางานภาครัฐไม่มีความซับซ้อน เนื่องจากการรับเงินไม่มีความเสี่ยง หากสถาบันการเงินเข้ามาสนับสนุนเงินลงทุนบางส่วน และผู้รับเหมาได้รับเครดิตทางการค้าจากผู้ขายวัตถุดิบ เพียงเท่านี้กระแสเงินสดของโครงการก็มีเพียงพอ ในส่วนของการควบคุมต้นทุนของงานรับเหมานั้น จะขึ้นอยู่กับการประมูลงานที่เราต้องคำนวณมูลค่างานที่เราจะเข้าประมูล ว่าถ้าเราเข้าประมูลที่มูลค่าเท่านี้ เราจะมีต้นทุนและกำไรเท่าไหร่ หลังจากนั้นก็ปฏิบัติงานให้เป็นไปตามสัญญาโครงการ เราก็จะได้รับเงินจากผู้ว่าจ้างตามสัญญาแน่นอน”
ส่วนสภาพการแข่งขันของธุรกิจรับเหมาในภาคใต้ ก็มีความเข้มข้นพอสมควร แต่เนื่องจากบริษัทมีความพร้อมมากกว่าผู้ประกอบการรายอื่น อย่างงานก่อสร้างบนเกาะเต่า เกาะพะงัน หรือ เกาะสมุย เราเป็นผู้ประกอบการรายเดียวที่มี โรงงานผสมปูนบนนั้น ทำให้เราไม่มีคู่แข่ง แต่ถามว่าทำไมคู่แข่งไม่ไปตั้งโรงงานตรงนั้นบ้าง ตอบได้เลยว่า มันลำบาก ต้องมีความพร้อมของเรือ คุณต้องมีโรงโม่ขนาดใหญ่ เพื่อส่งวัสดุเข้าไป ถามว่า บริษัทอื่นทำได้ไหม ทำได้ แต่ต้องใช้เวลา ซึ่งบริษัทของเราใช้เวลาเป็น 10 ปีนะกว่าจะพร้อมตรงนี้ และบริษัทของเราตั้งมายาวนานถึง 28 ปีแล้ว
สำหรับโครงสร้างรายได้เบื้องต้น ธุรกิจรับเหมาอยู่ที่ 90 % ส่วนอีก 10 % เป็นรายได้จากการขายวัตถุดิบให้กับผู้รับเหมารายอื่น “
ก้าวต่อไป รุกธุรกิจโรงไฟฟ้า
“นอกจากความฝันเรื่องการขยายงานธุรกิจรับเหมาแล้ว ทางเราก็ฝันอีกอย่างหนึ่งคือ การทำธุรกิจโรงไฟฟ้า ซึ่งในปีหน้านี้เราวางเอาไว้ว่าจะมีธุรกิจโรงผลิตไม้สับเชื้อเพลิงหรือไม้ชิพเชื้อเพลิง (Woodchip) และ โรงงานวู้ดพาเลท ซึ่งวัตถุดิบที่ได้จากโรงงานเหล่านี้ก็ใช้สำหรับโรงไฟฟ้าอยู่แล้ว
สำหรับธุรกิจโรงไฟฟ้านี้ คงต้องเริ่มจากตรงที่เรามีความพร้อมก่อน เนื่องจากงบลงทุนสูงถึง 1 พันล้าน เป้าหมายในอนาคตต่อๆไป คิดว่าจะต้องนำธุรกิจโรงไฟฟ้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ตอนนี้ขอเวลาแต่งตัวก่อนสัก 1-2 ปี ส่วนธุรกิจหลักๆ ก็จะยังคงเป็นบริษัทจำกัดต่อไป '
“การที่เรามั่นใจที่ขยายการลงทุนธุรกิจโรงไฟฟ้า ก็เพราะเรามีวัตถุดิบเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตเป็นผลพลอยได้จากโรงงานแปรรูปไม้ยางพารา ซึ่งปัจจุบันเรามีโรงงานแปรรูปไม้ยางพาราเป็นของตนเองอยู่แล้ว เราจึงมีข้อได้เปรียบเรื่องแหล่งวัตถุดิบ ส่วนในเรื่องของการผลิต เราได้ไปศึกษาดูงานโรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของเครื่องจักรแต่ละยี่ห้อ ซึ่งเราจะนำมาปรับใช้ในโรงงานของเราให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และในด้านของการขายเชื้อเพลิง ชีวมวลนั้น ปัจจุบันรัฐบาลส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรม และโรงไฟฟ้า เปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงชีวมวลเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสในการขายของเรา”
“อันดับแรก บริษัทของเราทำงานกับรัฐอยู่แล้ว ในสมัยก่อนหน่วยราชการเขาบังคับให้ผู้รับเหมา ต้องเป็นลูกค้าของกรุงไทย ดังนั้นเราจึงกลายเป็นลูกค้าโดยอาชีพ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า บริษัทของเราจะไม่ได้ใช้ธนาคารอื่นนะ เราใช้หลายธนาคารด้วยกัน แต่ถามว่าทำไมถึงมาเน้นกับธนาคารกรุงไทยเป็นพิเศษ ก็เพราะว่าธนาคารของเอกชนมักจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายอยู่บ่อยๆ ไม่นิ่ง แต่ธนาคารกรุงไทยเป็นธนาคารที่นิ่งที่สุด
ขณะเดียวกันการทำงานกับภาครัฐ ก็มีการจ่ายเงินผ่านธนาคารกรุงไทยอยู่แล้ว ทำให้ธนาคารสามารถดูแลสภาพคล่องของเราได้เป็นอย่างดี รวมถึงเรื่องการปล่อยสินเชื่อ โดยที่ผ่านมากว่า 90% ของสินเชื่อที่บริษัทกู้มาใช้ ก็มาจากธนาคารกรุงไทยทั้งสิ้น นี่คือสาเหตุที่เลือกใช้บริการของธนาคารกรุงไทยเป็นหลัก”