บริษัท วิศวกรรมพลาสติก จำกัด เป็นธุรกิจครอบครัวที่สามารถยืนหยัด ผ่านร้อนผ่านหนาวมาได้เกือบ 30 ปีเต็ม ก่อตั้งโดย 'ณรงค์ - ณัฎฐิมา อึ้งอัมพร และนางสาวสุภา อัศวะศิริจินดา ผู้เป็นน้องสาว ' สามารถบริหารงาน ทำให้ธุรกิจเติบโตจากเครื่องจักรเพียงหนึ่งเครื่อง จนปัจจุบันมีโรงงานชิ้นส่วนพลาสติกครบวงจร ถึง 2 โรงงานด้วยกัน มีกำลังการผลิตพลาสติกรวมกว่า 400 ตันพลาสติก ต่อเดือน และผลิตชิ้นงานได้หลายแสนชิ้น อะไรคือเคล็ดลับแห่งความสำเร็จ รวมถึงการรักษาการเติบโตได้อย่างยั่งยืนจนสามารถส่งต่อกิจการให้กับทายาทเป็นผู้รับช่วงต่อ
โดยในครั้งนี้ Krungthai SME จะมาพูดคุยกับผู้บริหารรุ่นใหม่ 'นพพล อึ้งอัมพร' ทายาท รุ่นที่สองของ บริษัท วิศวกรรมพลาสติก จำกัด ซึ่งจะมาช่วยบอกเล่าถึงหลักการทำงานและแนวทางการบริหารงานที่ทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินกิจการและฝ่าฝันอุปสรรคมาได้อย่างยาวนาน
จุดเริ่มต้นของธุรกิจ
“ บริษัทของเราก่อตั้งในปี 2530 เดิมที คุณพ่อ (ณรงค์) เคยทำงานเป็นวิศวกร ในโรงงานพลาสติกมาก่อน ท่านเริ่มต้นอาชีพในตำแหน่งวิศวกร และสามารถไต่เต้ามาจนเป็นถึงผู้จัดการโรงงาน ขณะที่คุณแม่ (ณัฎฐิมา) ก็ทำงานในตำแหน่งเสมียนในโรงงานเดียวกัน ด้วยความรู้และความเชี่ยวชาญที่ได้รับ ทำให้พวกท่านตัดสินใจที่จะสร้างธุรกิจของตัวเอง หลังจากอิ่มตัวจากการเป็นลูกจ้าง โดยพวกท่านเริ่มต้นธุรกิจ ด้วยการใช้เงินออมของตัวเอง จำนวน 300,000 บาท จัดซื้อเครื่องจักร สำหรับผลิตชิ้นส่วนพลาสติกเครื่องแรก และ บริษัท วิศวกรรมพลาสติก จำกัด ก็เริ่มต้นจากจุดนั้น ซึ่งช่วงแรกบริษัทรับจ้างผลิตชิ้นส่วนพลาสติกให้กับลูกค้ากลุ่มรถจักรยานยนต์ จากนั้นก็ขยายลูกค้ามาเป็นกลุ่มยานยนต์ ซึ่งทำได้ประมาณ 10 กว่าปี ธุรกิจก็ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยชะลอตัว ส่งผลให้รายได้ของบริษัทลดลง บริษัทจึงหันมารับจ้างผลิตชิ้นส่วนเครื่องเล่นเกม ของ SEGA และผลิตชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับแบรนด์ชาร์ป และซันโย มาจนถึงปัจจุบันธุรกิจรับจ้างผลิตชิ้นส่วนพลาสติก เริ่มมีการแข่งขันสูง ทั้งมีคู่แข่งจากต่างประเทศเข้ามาและลูกค้าบางส่วนย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ต้นทุนถูกกว่า ทำให้บริษัทต้องปรับตัวอีกครั้ง ด้วยการขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ไปยังกลุ่มเครื่องมือทางการแพทย์ และกลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหาร”
รักษาคุณภาพและไม่ลงทุนเกินตัว
“ ตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา ปัจจัยที่ทำให้บริษัทสามารถขยายกิจการได้อย่างต่อเนื่อง ก็คือ “การไม่ลงทุนเกินตัว” โดยบริษัทเริ่มต้นจากเครื่องจักรเพียง 1 เครื่อง ซึ่งใช้เงินลงทุนส่วนตัวจัดหามา จากนั้นเราก็ค่อยๆ ขยายการลงทุน จัดซื้อเครื่องจักรเพิ่มเติม โดยใช้เงินจากกระแสเงินสดของบริษัท หรือ กำไรจากการดำเนินธุรกิจเป็นหลัก แม้ว่าบริษัทตัดสินใจใช้เงินกู้ในการขยายธุรกิจบ้าง แต่ก็อยู่บนพื้นฐานที่บริษัทสามารถบริหารจัดการได้ นี่คือ ปัจจัยที่ช่วยทำให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อมาได้อย่างยาวนาน
“การลงทุนของบริษัทเริ่มต้นจากใช้เงินสดที่เรามีอยู่ รวมกับกำไรจากการทำธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ทำในรูปแบบนี้มาโดยตลอด คือไม่ว่าจะเป็นการซื้อวัตถุดิบหรืออุปกรณ์ต่างๆ เราซื้อด้วยเงินสดทั้งสิ้นไม่ได้ซื้อแบบใช้เครดิต เราขยายธุรกิจแบบไม่เกินตัวมาตลอด”
ข้อแนะนำสำหรับกลุ่มธุรกิจครอบครัว เรื่องของการบริหารเงินสดเป็นสิ่งสำคัญ ธุรกิจจะต้องพยายามรักษากระแสเงินสดให้เป็นบวก ถ้ากระแสเงินสดติดลบ ต่อให้ขายดีก็ขาดทุนได้ อันนี้เป็นหลุมพรางที่หลายคนยังไม่ทราบ
นอกจากนี้ธุรกิจจะต้องมีวินัยการเงินที่เคร่งครัด ยึดถือหลักการทางบัญชี อย่างบริษัทของเรา ไม่มีการใช้ระบบกงสี เราทำงานในรูปแบบบริษัท ทำงานอย่างมืออาชีพ มีการกำหนดอัตราเงินเดือนการทำงานที่ชัดเจน และเงินส่วนตัวกับเงินทางธุรกิจ จะไม่มีทางนำมาใช้ปะปนกัน
นอกเหนือจากแนวทางการบริหารจัดการเงินแล้ว สิ่งที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน ก็คือ การยึดหลักพื้นฐาน 3 ข้อ ที่จะต้องรักษาไว้ให้ได้ นั่นก็คือ 1. ราคา 2.ตรงเวลา และ 3. คุณภาพ หรือ ที่เรียกกันว่า QCD (Quality Cost Delivery) ซึ่งที่ผ่านมา ตั้งแต่สมัยเริ่มทำจักรยานยนต์ ยานยนต์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ บริษัทของเราก็ยึดหลักการนี้มาตลอด ทำให้กลุ่มลูกค้าของเรายังไม่หนีหายไปไหน”
ขยับอีกครั้งลุยผลิตเครื่องมือแพทย์
“อย่างที่ทราบการแข่งขันในธุรกิจนั้นมีอยู่สูงมาก สถานการณ์ตอนนี้จึงไม่ใช่เรื่องดีของธุรกิจ โดยปัจจุบันบริษัทได้พยายามที่จะขยายธุรกิจไปยังกลุ่มเครื่องมือทางการแพทย์และบรรจุภัณฑ์อาหาร เพราะคู่แข่งยังน้อย และความที่มีกระบวนการผลิตซับซ้อนกว่า ทำให้คู่แข่งลดลง ดังนั้นบริษัทจึงตัดสินใจลงทุนทำห้องผลิตแบบปิด (Clean Room) ซึ่งสามารถควบคุมอากาศไม่ให้มีฝุ่นเข้ามาในกระบวนการผลิต ช่วยให้สินค้ามีความสะอาดและปลอดภัย โดยการผลิตจะเป็นไปตามมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) ตามมาตรฐานของบรรจุภัณฑ์อาหาร ซึ่งปัจจุบัน เรารับทำบรรจุภัณฑ์อาหาร ส่งให้กับธุรกิจของเอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป
ส่วนเครื่องมือทางการแพทย์ ในขณะนี้บริษัทได้รับผลิตฝาขวดน้ำเกลือ และ ชิ้นส่วนสายปรับน้ำเกลือส่งให้กับลูกค้า โดยมียอดการผลิตหลายแสนชิ้นต่อเดือน
สำหรับในอนาคต บริษัทเล็งเห็นว่า ลูกค้าสองกลุ่มนี้ยังพอที่จะขยายฐานไปได้อีก จึงพยายามยกระดับการผลิตให้ได้ตามเกณฑ์ ISO 13485 ซึ่งเป็นมาตรฐานรองรับการผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ หากเราสามารถผ่านเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าวได้ ก็จะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้อีกมากทีเดียว ตอนนี้ก็มีความสนใจที่จะรับผลิตเครื่องมือทางการแพทย์เพิ่มขึ้น ซึ่งเราก็ยังมองหาพันธมิตรที่จะเข้ามาทำงานร่วมกัน เพราะสินค้าบางประเภทไม่ใช่เป็นพลาสติกเพียงอย่างเดียว ทำให้การทำงานต้องมองหาพันธมิตรทางธุรกิจเพิ่มขึ้นมา
ทั้งนี้ปัจจุบันกำลังการผลิตของโรงงานยังมีเหลืออีกกว่า 40% ซึ่งเครื่องจักรของบริษัทมีพอเพียงต่อการขยายฐานลูกค้าอย่างแน่นอน “
ไม่สร้างความเดือดร้อน เคล็บลับเติบโตอย่างยั่งยืน
“ การขยายตัวของธุรกิจนั้น สิ่งสำคัญอีกอย่างนอกเหนือจากเป้าหมายของตัวเองในเรื่องการเติบโตแล้ว คือการรับผิดชอบในการทำธุรกิจที่จะต้องไม่ไปสร้างปัญหา หรือความเดือดร้อนให้กับใคร โดยสิ่งที่บริษัทพยายามจัดทำมาตลอดแบ่งออกเป็น 4 ด้าน
ด้านที่ 1 แรงงาน ที่เรายึดมั่นว่า จะต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่แอบลักลอบทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เช่นการใช้แรงงานผิดกฎหมาย เป็นต้น
ด้านที่ 2 การใช้วัตถุดิบให้คุ้มค่ามากที่สุด และลดการสูญเสียจากการผลิตให้มากที่สุดด้วย แต่ก็นับว่าเป็นความโชคดีของอุตสาหกรรมพลาสติกที่สามารถใช้งานในการผลิตได้อย่างคุ้มค่า เพราะพลาสติก สามารถนำส่วนเกินหรือเศษของวัสดุมารีไซเคิลผลิตชิ้นงานอีกเกรดหนึ่งเพื่อขายในอีกตลาดได้
ด้านที่ 3 เรื่องการใช้พลังงาน เราก็เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟแอลอีดีตั้งแต่ก่อนรัฐบาลจะรณรงค์ซะอีก คือเรามองเรื่องของการประหยัดพลังงานอยู่แล้ว และมีแผนมาตลอด ขณะเดียวกันบริษัทก็มีแผนที่จะปรับเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ จากระบบเดิมที่เป็นเครื่องฉีดพลาสติกแบบไฮดรอลิกที่ใช้ไฟฟ้าสูงมาก เปลี่ยนมาเป็นเครื่องจักรรุ่นใหม่ที่เป็นระบบเซอร์โว มอเตอร์ ที่ทำงานได้เสถียรกว่า แถมประหยัดไฟฟ้าได้กว่ารุ่นเดิมถึง 30%
และด้านที่ 4 สิ่งแวดล้อม ที่โรงงานใช้ระบบน้ำแบบหมุนเวียนภายในโรงงาน ไม่ได้ถูกปล่อยออกไปด้านนอก ที่สำคัญน้ำที่โรงงานไม่มีน้ำเสีย เพราะเป็นน้ำที่ผ่านความร้อนเฉยๆ ไม่ได้ผ่านหรือผสมสารเคมีอะไร