FOLLOW US Krungthai SME
หลายธุรกิจในปัจจุบันต่างต้องปรับตัวตามสถานการณ์เพื่อให้ทันยุคสมัย และคงไม่มีการปรับตัวใดในยุคนี้ที่สำคัญไปกว่าการปรับตัวและนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบริหารจัดการธุรกิจเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ เช่นเดียวกับธุรกิจโลจิสติกส์อย่าง “บริษัท เอื้อปัญญาทรานสปอร์ต (2004) จำกัด” โดยการบริหารงานของ “วิศิษฎ์ เอื้อวงศ์กูล” ที่เดินหน้าเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้อย่างต่อเนื่องช่วยขับเคลื่อนธุรกิจของบริษัทให้เติบโตมากว่า 20 ปีแล้ว
เริ่มต้นด้วยธุรกิจการเกษตรปรับเปลี่ยนสู่ธุรกิจโลจิสติกส์ “ แรกเริ่มครอบครัวทำธุรกิจขายวัสดุก่อสร้าง และรับซื้อมันสำปะหลังจากเกษตรกรมาแปรรูปเป็นมันเส้นโดยใช้เครื่องตัดหัวมันเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำไปตากบนลานซีเมนต์ เมื่อแห้งดีแล้วก็ทำการเก็บส่งขายเป็นวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ต่อไป ตอนนั้นบริษัทยังไม่มีรถบรรทุกขนมันเส้นไปส่งให้ลูกค้าเป็นของตัวเอง จึงต้องจ้างรถบรรทุกจากที่อื่นมาขนสินค้าให้ ซึ่งแต่ละครั้งก็จะเจอปัญหา เช่น รถบรรทุกที่จ้างมานั้นมาไม่ตรงเวลา นัดวันนี้มาวันรุ่งขึ้น หรืออีก 2 วันมา เป็นแบบนี้อยู่เป็นประจำ ส่งผลกระทบกับธุรกิจมาก ทำให้สินค้าเกิดความเสียหาย อีกทั้ง ราคามันเส้นมีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน สมมติวันนี้ราคากิโลละ 5 บาท พอรถบรรทุกที่ว่าจ้างไว้ไม่มารับสินค้า วันรุ่งขึ้นราคามันเส้นปรับลดลงเหลือ 4 บาท ทำให้เราสูญเสียรายได้ไปเป็นจำนวนมาก ปี 2537 จึงตัดสินใจซื้อรถบรรทุกพ่วง 1 คัน เพื่อมาวิ่งขนส่งมันเส้นให้ลูกค้าเอง โดยปกติธุรกิจมันสำปะหลังแปรรูปจะมีระยะเวลาในการทำงานแค่ 4-5 เดือนที่เกษตรกรจะเก็บหัวมันสดมาขายให้กับทางโรงงานเพื่อทำการแปรรูปส่งขายต่อไป แต่พอหมดฤดูกาลทำมันสำปะหลัง รถบรรทุกก็จะว่างไม่ได้ใช้งาน ผมเริ่มคิดหาช่องทางเพื่อให้รถบรรทุกที่จอดว่างอยู่ สามารถสร้างรายได้ ผมสังเกตว่าในอำเภอกุมภวาปีที่เราอยู่มีโรงงานน้ำตาลเยอะ ซึ่งทางโรงงานมีการจ้างรถบรรทุกขนส่งน้ำตาลด้วย ผมเลยไปติดต่อกับทางโรงงานเพื่อรับจ้างขนส่งน้ำตาล ทำให้รถบรรทุกที่จอดว่างอยู่ได้ใช้งานและสามารถสร้างรายได้ เมื่อรับจ้างบรรทุกน้ำตาลได้สักระยะ เริ่มมองเห็นโอกาสในธุรกิจโลจิสติกส์ คือ ยังมีโรงงานน้ำตาลอีกหลายแห่งในต่างอำเภอที่ต้องการรถบรรทุกขนส่งน้ำตาล ผมจึงเริ่มติดต่อโรงงานน้ำตาลในอำเภอหนองหาน แล้วก็ซื้อรถบรรทุกพ่วงเพิ่มอีก 2 คันในปี 2539 จากเดิมที่มี 1 คันรวมเป็น 3 คัน และจากนั้น 2-3 ปี ต่อมา ก็สามารถซื้อรถบรรทุกพ่วงเพิ่มอีก 10 กว่าคันจนในที่สุดผมเลิกทำธุรกิจมันสำปะหลัง และหันมาทำธุรกิจโลจิสติกส์เต็มตัวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา” ขยายงานเต็มที่จากไทยสู่สปป.ลาว รองรับธุรกิจโลจิสติกส์ที่กำลังเติบโต “ปัจจุบันบริษัทมีรถบรรทุกพ่วงทั้งหมด 112 คัน มีบริษัทในเครือประกอบด้วย 1.บริษัท เอื้อปัญญาทรานสปอร์ต (2004) จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านโลจิสติกส์ขนส่งน้ำตาลให้โรงงานน้ำตาล 5 แห่งในภาคอีสานเป็นส่วนใหญ่ และขนส่งปูนอินทรีย์ให้บริษัท ปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด 2.บริษัท เอส.ไฟว์ โลจิสติกส์ จำกัด ที่เปิดมาได้ประมาณ 2 ปีตั้งแต่ตอนที่ AEC เปิดใหม่ๆ เพื่อรองรับงานขนส่งสินค้าจากไทยไปสปป.ลาว และขนสินค้าจากสปป.ลาวมาไทย เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค เหล็ก กระเบื้อง และวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น จุดเริ่มต้นที่เราได้เข้าไปรับงานขนส่งสินค้าในสปป.ลาว เกิดจากลูกค้าในไทยว่าจ้างให้ขนสินค้าไปส่งในสปป.ลาว แล้วบังเอิญมีนักธุรกิจที่นั่นเห็นรถบรรทุกของเราวิ่งเข้าไปส่งสินค้าก็เลยขอเบอร์โทรศัพท์ของบริษัทกับพนักงานขับรถไว้ หลังจากนั้นก็มีการติดต่อเพื่อทำธุรกิจกันเรื่อยมา จนได้งานขนส่งสินค้าจากสปป.ลาวมาไทย ซึ่งสินค้าที่นำเข้ามาเป็นพวกกระดาษและเศษแก้ว โดยการขนไปส่งให้โรงงานรีไซเคิลในจังหวัดปราจีนบุรี ตอนนี้บริษัทของเรามีลูกค้าที่สปป.ลาวอยู่ประมาณ 3-4 ราย 3.ห้างหุ้นส่วนจำกัดไพสิฐปิโตรเลียม ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์ 4.ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอื้อปัญญาค้าวัสดุก่อสร้าง ซึ่งสัดส่วนการทำธุรกิจของทางบริษัทแบ่งเป็นธุรกิจโลจิสติกส์ 50% ธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้าง 40% และปั๊มน้ำมัน 10% ส่วนแผนงานในอนาคตจะเน้นเรื่องการขนส่งไปทางฝั่งสปป.ลาวมากขึ้น เนื่องจากกำลังมีการพัฒนาในหลายๆ ด้าน อาทิ ด้านอสังหาริมทรัพย์ สินค้าอุปโภคบริโภค เรียกว่ามีความต้องการอีกหลายอย่างที่ต้องนำเข้าจากฝั่งไทย ดังนั้นผมมองว่าโอกาสเติบโตในธุรกิจโลจิสติกส์ในสปป.ลาวยังมีอีกมาก” กว่า 20 ปีขับเคลื่อนธุรกิจโลจิสติกส์ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ คู่แข่งและปัญหาด้านบุคลากร “การแข่งขันในธุรกิจโลจิสติกส์มีองค์ประกอบหลายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาค่าขนส่งของคู่แข่งที่มีการตัดราคากันเอง ภาวะเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นส่งผลกระทบกับการทำธุรกิจอย่างมาก วิธีแก้ไขในช่วงเวลานั้นคือ จากรถที่ใช้น้ำมันก็เปลี่ยนมาเป็น NGVเพื่อลดต้นทุนในการขนส่ง พอราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลงก็กลับมาใช้น้ำมันเหมือนเดิมเพราะ NGV เริ่มขยับราคาสูงขึ้น แต่ปัญหาที่สำคัญคือ เรื่องบุคลากร เพราะธุรกิจโลจิสติกส์ต้องอาศัยรถและอาศัยคน พนักงานขับรถทุกวันนี้หายาก และไม่ค่อยมีคุณภาพ คนรุ่นใหม่ก็ไม่ชอบทำงานด้านนี้เพราะรู้สึกว่าเป็นงานที่หนักและเหนื่อย บริษัทมีพนักงานประมาณ 300 กว่าคน เป็นพนักงานขับรถ 112 คน ที่เหลือเป็นพนักงานประจำสำนักงาน ปัญหาเรื่องบุคลากรส่วนใหญ่เป็นพนักงานขับรถ เพราะพนักงานขับรถไม่ได้ทำงานอยู่กับที่ ปัญหาจึงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา พัฒนาและฝึกอบรมบุคลากรควบคู่กับการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการทำงาน “การพัฒนาฝึกอบรมพนักงานเริ่มทำมาได้ประมาณ 1 ปี พร้อมกับการสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับพนักงานไม่ว่าจะเป็นเรื่องสวัสดิการ รางวัลต่างๆ และผลตอบแทนที่ดีกับพนักงานที่มีผลการทำงานดี เพราะผมมองว่าบริษัทจะเติบโตได้ พนักงานต้องมีการพัฒนาและฝึกอบรมอยู่ตลอดเวลา จึงจะสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในธุรกิจเดียวกันได้ ในการพัฒนาและฝึกอบรมพนักงาน ส่วนหนึ่งบริษัทได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ของพาร์ทเนอร์มาช่วยเทรนด์เรื่องการขับรถอย่างปลอดภัยและประหยัดน้ำมัน นอกจากนี้ยังมีวิทยากรจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่บริษัทจ้างมาจัดหลักสูตรฝึกอบรมให้พนักงานหลายๆ ด้าน อาทิ จิตวิทยาด้านการสื่อสาร การตลาด การเจรจาต่อรอง การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เป็นต้น เทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการทำงานนั้น ต้องบอกว่าเดิมทีเราใช้รถบรรทุกพ่วงของยี่ห้อหนึ่งแต่เพื่อนๆ ในกลุ่มโลจิสติกส์แนะนำให้ลองใช้รถที่ประหยัดน้ำมันมากกว่าและมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ซึ่งรถรุ่นที่ซื้อมามีการติดตั้งระบบ MIMAMORI เป็น'แอฟโซลูชั่น' ที่ติดตั้งมาในรถโดยใช้เครือข่ายของจีพีเอส ทำงานร่วมกับจีพีอาร์เอส เชื่อมข้อมูลที่มีทั้งหมดเข้าสู่ศูนย์กลางผู้ดูแลระบบของเจ้าของรถตลอด 24 ชั่วโมง ประโยชน์ของระบบ MIMAMORI คือ ช่วยวิเคราะห์ให้คะแนนและรายงานพฤติกรรมการขับขี่ เพื่อการปรับปรุงและเพิ่มทักษะของพนักงานขับรถให้ขับได้อย่างประหยัดน้ำมัน ระบบจะช่วยตรวจเช็คเวลาพนักงานขับรถกินน้ำมันซึ่งสามารถวัดอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันได้อย่างแม่นยำ นอกจากนั้นยัง สามารถสื่อสารกับผู้ขับขี่ด้วยเสียงเตือนและข้อความ เช่น ถ้าคนขับ ขับเร็วเกิน 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะมีเสียงเตือนออกมาจากระบบเป็นเสียงพูดว่า “คุณขับรถเร็วเกินไปแล้วค่ะ” คนขับรถก็จะได้ระมัดระวัง ซึ่งตอนนี้กรมขนส่งก็เริ่มออกกฏมาแล้วว่ารถบรรทุกที่วิ่ง 4 ชั่วโมงต้องพักครึ่งชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุ จึงทำให้ปลอดภัยยิ่งขึ้นทั้งตัวรถและสินค้า เมื่อก่อนเราใช้ระบบ GPS (Global Positioning System) ติดรถบรรทุกเพื่อจะได้รู้ว่ารถของบริษัทอยู่ตรงไหน แต่ระบบ GPS จะมีข้อจำกัดที่แตกต่างจากระบบ MIMAMORI คือ 1. ระบบ GPS ต้องใช้ Sim โทรศัพท์มือถือเชื่อมต่อในการดูพิกัดเวลารถบรรทุกของเราไปส่งสินค้าให้ลูกค้าในต่างประเทศ ทำให้บริษัทต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อซิมอินเตอร์และค่าใช้จ่ายในการเปิดระบบโรมมิ่งเพื่อใช้งานในต่างประเทศ ทำให้เสียเวลาและมีต้นทุนเพิ่มขึ้นมา ในขณะที่ระบบ MIMAMORI จะใช้ระบบดาวเทียมในการตรวจเช็คว่ารถอยู่ไหน สามารถดูได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม 2.ระบบ GPS ไม่สามารถคำนวณอัตราค่าการใช้น้ำมันในการขนส่งแต่ละครั้งได้เหมือนระบบ MIMAMORI และ 3. GPS ไม่มีระบบในการให้คะแนนการขับรถของพนักงานแต่ละครั้งว่าคุณใช้เกียร์ในรอบเครื่องที่ถูกต้องหรือไม่ ขับขี่รถเป็นอย่างไร เป็นต้น ก่อนหน้านี้พนักงานขับรถเขาก็ขับไปตามความเคยชิน แต่พอได้รับการอบรมทุกอย่างก็ค่อยๆ ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมีทักษะในการขับรถที่ปลอดภัยและประหยัดน้ำมันขึ้น ซึ่งธุรกิจ โลจิสติกส์เรื่องของต้นทุนถือเป็นหัวใจสำคัญ ตรงนี้สามารถช่วยประหยัดได้ทั้งน้ำมันและยางรถไปกว่า 10% เลยทีเดียว” ปรับเปลี่ยนธุรกรรมทางการเงินสู่ Digital Banking ผ่านบริการ KTB Corporate Online “เดิมทีเวลาจะโอนเงินเราต้องหอบเงินไปธนาคารคราวละมากๆ บางทีก็ไปโอนเงินเอง บางทีก็ให้พนักงานบัญชีไปโอนบ้าง ที่สำคัญคือ บริษัทต้องโอนเงินทุกวัน พอเริ่มมีระบบอินเทอร์เน็ตเข้ามาผมก็เริ่มศึกษาและเรียนรู้เรื่องการโอนเงินผ่านทางอินเทอร์เน็ตว่าเป็นอย่างไร มีแบบไหนบ้าง จากนั้นก็ไปสอบถามเจ้าหน้าของธนาคารกรุงไทย ซึ่งเราใช้บริการด้านการเงินมาตั้งแต่เริ่มต้นทำธุรกิจว่ามีวิธีการโอนเงินทางออนไลน์แบบไหนบ้าง ปัจจุบันบริษัทใช้บริการระบบ Digital Banking ของธนาคารกรุงไทยคือ KTB Corporate Online ซึ่งใช้บริการหลายประเภท เช่น รายการเคลื่อนไหวทางบัญชีแบบ Online (Account Information) และ บริการดาวน์โหลดข้อมูลสรุป (Download e-Statement) บริษัทใช้บริการนี้ในการตรวจสอบการโอนเงินของลูกค้า เวลามีการสั่งซื้อสินค้าไปแล้วก็จะเช็คดูว่าลูกค้ามีการโอนเงินชำระค่าสินค้ามาหรือยัง รวมถึงตรวจเช็คยอดการชำระหนี้ต่างๆ ณ สิ้นรอบบัญชี และสามารถโอนเงินระหว่างบัญชีตนเอง (Fund Transfer) และโอนไปยังบัญชีบุคคลที่ 3 ได้อีกด้วย นอกจากนั้นยังใช้บริการ Pay Bills ชำระค่าสินค้าและบริการ เมื่อบริษัทซื้อสินค้าจากบริษัทคู่ค้าเราสามารถชำระค่าสินค้าผ่านในระบบนี้ได้เลย โดยไม่ต้องเสียเวลาไปธนาคาร โดยสามารถเรียกดูรายการรับชำระแบบ Online Real-Tim e ระหว่างวัน (Receivable Information Online) เป็นต้น ซึ่งบริษัทก็จะใช้บริการ KTB Corporate Online เกือบทั้งหมด ยกเว้นการโอนเงินระหว่างประเทศที่ยังไม่ได้ใช้ ส่วนบริการอื่นๆที่บริษัทใช้ คือการจ่ายเงินเดือนของพนักงาน ด้วยบริการ KTB Payroll โดยการโอนเงินเข้าบัญชีเพื่อจ่ายเงินเดือนอัตโนมัติให้แก่พนักงาน การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบ Digital Banking นั้นช่วยประหยัดเวลาและค่าธรรมเนียมในการโอนเงินแต่ละครั้งเยอะมาก อยู่ที่ไหน เวลาไหนก็สามารถโอนเงินได้ โดยเฉพาะ KTB Corporate Online เราสามารถโอนเงินจบขั้นตอนในคนๆ เดียว ไม่ต้องเสียเวลา 2-3 ชม. เพื่อไปรอโอนเงินที่ธนาคาร “สำหรับใครที่ยังไม่เคยใช้บริการ Digital Banking ผมอยากแนะนำให้ลองใช้ดู เพราะสะดวกรวดเร็ว ทั้งคนโอนและคนรับเงิน อีกทั้งยังมีความปลอดภัยมากกว่าการที่เราถือเงินสดไปธนาคารอีก ทุกวันนี้เทคโนโลยีอยู่ใกล้ตัวมาก เราสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริมให้เกิดประโยชน์ในทางธุรกิจได้มากมาย “