“การเกษตรกรรม” นั้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยนับตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบันรวมถึงการส่งออกที่สำคัญของประเทศไทยก็อาศัยผลิตผลทางการเกษตรเป็นตัวชูโรงเพื่อการนำเงินเข้าประเทศด้วย “ไร่กำนันจุล”นับเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการเกษตรกรรมรายใหญ่ที่เติบโตมายาวนานกว่า 80 ปี ที่สำคัญมีผลผลิตทางการเกษตรมากมาย โดยเฉพาะธุรกิจหม่อนไหมที่ให้ผลผลิตไหมขนาดใหญ่ที่สุดใน อาเซียน ในครั้งนี้ KTB SME FOCUS จะมาพูดคุยกับ “จงสฤษดิ์ คุ้นวงศ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไร่นายจุล คุ้นวงศ์ จำกัด ทายาทรุ่นที่ 3 ผู้สานต่อตำนาน “ไร่กำนันจุล”ให้ยิ่งใหญ่ และดังไกลระดับโลก ณ ปัจจุบัน
80 ปีไร่กำนันจุล เมล็ดพันธุ์แห่งความสำเร็จส่งต่อทายาทรุ่น 3
“ผมเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของไร่กำนันจุล กำนันจุลคือคุณปู่ของผม ท่านก่อตั้งไร่กำนันจุลขึ้นเมื่อ 80 ปีที่แล้ว จริงๆ แล้วท่านเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ด้วยความที่มีใจรักการเกษตรจึงพาครอบครัวย้ายถิ่นฐานมาทำมาหากินที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยเริ่มต้นทำการเกษตรทั่วๆไปก่อน แต่ที่ประสบความสำเร็จมากก็คือการปลูก “ส้มเขียวหวาน” เมื่อสวนส้มเจริญรุ่งเรืองจึงขยายจนเป็นฟาร์มปลูกส้มเขียวหวานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศในเวลานั้น และเรียกได้ว่ามีชื่อเสียงที่ดีมาก จนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จมาที่ไร่ และพระราชทานรถ Caterpillar D8 ไว้ให้ใช้ในการทำไร่ ปัจจุบันรถไถคันดังกล่าวได้ทำเป็นอนุสาวรีย์ มีการจัดงานเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของท่านทุกวันที่ 21 มกราคมของทุกปี ซึ่งรถ Caterpillar D8 คันนี้มาถึงไร่เราเมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว เพื่อเป็นการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ได้มีต่อพวกเราชาวไร่กำนันจุลและพระคุณของรถ Caterpilla D8 พระราชทาน ซึ่งเปรียบเสมือน“เมล็ดพันธุ์แห่งความสำเร็จ” ของไร่กำนันจุล
จากวิกฤตส้มรากเน่าผันตัวสู่ธุรกิจใหม่
“ ปี พ.ศ. 2510 ไร่กำนันจุลประสบปัญหาโรครากเน่าในส้ม ซึ่งแพร่ระบาดรุนแรงไปทั้งจังหวัดเพชรบูรณ์ ส่งผลให้ต้นส้มในไร่ตายทั้งหมด ช่วงนั้นไร่กำนันจุลเหมือนบ้านแตกสาแหรกขาด เพราะจากความรุ่งเรืองสุดขีด 3 ปีให้หลังต้องสูญเสียธุรกิจหลักไปในพริบตา แต่คนในไร่ก็ลุกขึ้นสู้ มองหาอาชีพใหม่อีกครั้ง สมัยนั้นเป็นช่วงปลายการบริหารงานโดย “กำนันจุล” จากนั้นคุณปู่ก็ส่งไม้ต่อให้คุณพ่อของผมขึ้นมาบริหารแทน คุณพ่อตัดสินใจเลือกอาชีพใหม่ โดยเลือกอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมพันธุ์ต่างประเทศเพื่อผลิตเส้นไหมเส้นยืนคุณภาพสูงเพื่อทดแทนการนำเข้า สมัยนั้นเมืองไทยยังไม่สามารถผลิตเส้นยืนได้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น ไร่กำนันจุลจึงมีเป้าหมายว่าต้องผลิตไหมเส้นยืนให้ได้ เพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดพลิกผันที่ทำให้เราเข้าสู่ธุรกิจใหม่อย่างเต็มตัวเมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว”
เมื่อธุรกิจประสบปัญหาต้องไม่ท้อ
“ช่วงที่เจอปัญหาเรื่องไร่ส้มเราไม่เคยท้อนะ แต่พยายามหาอาชีพใหม่มาทดแทนซึ่งเราได้ตั้งเงื่อนไขในการเลือกอาชีพใหม่ขึ้นมา 3 ข้อด้วยกัน คือ ข้อแรกต้องเป็นอาชีพเกษตรกรรมที่มีภาคอุตสาหกรรมรองรับ เพราะการทำการเกษตรนั้นต้องมีบางช่วงบางฤดูกาลที่มีภาวะผลผลิตล้นตลาด หรือต้องพบเจอกับความผันผวนทางธรรมชาติที่ส่งผลต่อผลิตผลทางการเกษตรอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงคิดว่าหากเราสามารถใช้เครื่องไม้เครื่องมือแปรรูปผลิตภัณฑ์ได้ก็จะได้เปรียบกว่า ข้อสองคือต้องเป็นประโยชน์กับคนหมู่มาก เพราะตอนที่เราสูญเสียสวนส้มไปนั้น เรามีคนงานอยู่ประมาณ 300 คนที่ต้องดูแลและสร้างอาชีพให้ เราจะไม่ทิ้งกัน และข้อที่สามซึ่งสำคัญมาก คือ ธุรกิจหรืออาชีพใหม่นั้นต้องเป็นอาชีพที่ทำได้ยาก เหตุผลเพราะเราคลุกคลีกับภาคการเกษตรมานาน หากเราเลือกอาชีพที่ง่ายถึงแม้ว่าจะเป็นของใหม่ แต่สุดท้ายแล้วอาชีพนั้นหรือผลผลิตนั้นก็จะล้นตลาดอยู่ดี นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงเริ่มธุรกิจเลี้ยงหม่อนเพื่อผลิตไหมเส้นยืน
ปัจจุบันไร่กำนันจุลมี 2 ธุรกิจหลัก คือธุรกิจเกี่ยวกับหม่อนไหม ซึ่งสร้างรายได้ประมาณ 70% เราทำตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์ไหมเลย เพราะไหมที่เอามาทำเส้นยืนนั้นต้องเป็นพันธุ์ต่างประเทศ เราเอามาพัฒนาให้เหมาะสมกับลักษณะอากาศของประเทศไทย ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 10 ปี และเรามีบริษัทพัฒนาพันธุ์ไหมและผลิตไข่ไหมของเราเองเพื่อส่งให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกกว่า 4,000 ครอบครัวใน 30 จังหวัด ซึ่งการคัดเลือกสมาชิกเกษตรกรนั้น ต้องเป็นเกษตรกรที่มีความพร้อมตามหลักเกณฑ์ดังนี้ อาทิ มีที่ดินอย่างน้อย 6 ไร่ สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำได้ง่าย มีแรงงานหลักขั้นต่ำ 2 คน และต้องมีพฤติกรรมไม่เหลวไหล เมื่อเรากำหนดคุณสมบัติของเกษตรกรสมาชิกชัดเจนแล้ว ปัญหาหนี้เสียที่เคยพบเจอบ้างในรูปแบบการเบี้ยวหนี้เมื่อสมัยอดีตก็น้อยลงจนแทบจะไม่มีเลย จากนั้นเราก็ซื้อรังไหมจากเกษตรกรสมาชิกกลับมาสาวเป็นเส้นและจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการทอผ้าต่อไป ไร่กำนันจุลไม่ได้ทำสินค้าสำเร็จรูป แต่เป็นการผลิตไหมเส้นยืนเพื่อเป็นวัตถุดิบให้ผู้ประกอบการทอผ้าอีกทีหนึ่ง และไหมเส้นยืนที่เราผลิตได้ก็มีคุณภาพสูงเทียบเท่ามาตรฐานโลก อีกทั้งเรายังส่งออกเส้นไหมไปต่างประเทศอีกด้วย
ส่วนอีกธุรกิจคือธุรกิจเสริมดั้งเดิมที่เราทำมาตั้งแต่แรกๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำสวนผลไม้ บ่อเลี้ยงปลา แปรรูปปลา แปรรูปผลไม้ รวมถึงธุรกิจรีเทล (Retail) ร้านไร่กำนันจุลที่ขายผลผลิตทุกอย่างของไร่เราเองซึ่งใน 10 กว่าปีที่ผ่านมา เราได้ขยายสาขาไปจังหวัดอื่นๆ รวมถึงกรุงเทพฯ ด้วยทั้งหมด 14 สาขา “
การบริหารความเสี่ยง และการจัดการทางด้านการเงิน คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในธุรกิจที่ยั่งยืน
“ในช่วงวิฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี พ.ศ. 2540 ไร่กำนันจุลได้รับผลกระทบไม่มากนัก เพราะเรามีผลผลิตทางการเกษตรที่ทดแทนการนำเข้าอยู่แล้ว แต่วิกฤตครั้งนั้นทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องการทำธุรกิจที่อยู่บนความไม่แน่นอน โดยผมเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน และเลือกที่จะ“มองไปข้างหน้า” เตรียมพร้อมรับมือกับหลายๆ ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเรามองแล้วว่าเราจะอยู่แค่ในประเทศอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เราคิดว่าการที่เราพึ่งพาตลาดในไทยเกือบ 95% เท่ากับอยู่บนความเสี่ยง อนาคตต้องมีปัญหาแน่ ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศที่จะเกิดในอนาคต เราจึงต้องออกสู่ตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น และนี่คือที่มาของเป้าหมายการเพิ่มการส่งออกเส้นไหมจาก 5% เป็น 30% ภายในปี 2020 ของเรา
ผมว่าการบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นเรื่องสำคัญมาก ผมใช้วิธีการนำตัวเองออกมาจากธุรกิจที่เราบริหารอยู่ เพื่อมองภาพรวมว่าแนวโน้มธุรกิจทั้งภายในและภายนอกเป็นอย่างไร เพราะหากทุกๆ วันเราขลุกอยู่กับธุรกิจ จะทำให้เรามองไม่เห็นภาพรวมและความเป็นไปของธุรกิจอย่างชัดเจน มันจะเหมือน”เส้นผมบังภูเขา” เส้นผมเส้นเล็กๆ แต่สามารถบดบังภูเขาได้เพราะเรามองใกล้เกินไป และถ้าเรามัวแต่ขลุกอยู่ในธุรกิจ เราก็จะไม่มีเวลามามองภาพรวมและบริหารความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้
การทำธุรกิจไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไรหากต้องการการเติบโต แน่นอนว่าต้องใช้เงินจำนวนมากในการลงทุนซึ่งหลักๆ แล้วมีอยู่ 2 ทาง คือสินชื่อสถาบันการเงิน และการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ สำหรับธุรกิจ SMEs ผมคิดว่าวิธีแรกเหมาะสมกว่า ไร่กำนัลจุลใช้บริการของธนาคารกรุงไทยซึ่งเรามองว่าเป็นสถาบันการเงินที่มีความมั่นคง แต่การมองหาสถาบันการเงินที่มั่นคงนั้นก็ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่สำคัญ เพราะหลายๆ สถาบันการเงินก็มีความมั่นคงในแบบฉบับของตนเองทั้งนั้น แต่ไร่กำนัลจุลและธนาคารกรุงไทยมีความสัมพันธ์มากกว่านั้น ธนาคารกรุงไทยเป็นเหมือนหุ้นส่วนทางธุรกิจ (Partnership) ของเรา ซึ่งตรงนี้มีความสำคัญกับไร่มาก นอกจากนี้นวัตกรรมหลายอย่างของธนาคาร (Innovative Banking Systems) ก็ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจของเราหลายอย่างด้วยเช่นกัน“