เมืองไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูก 'ข้าว' ที่สำคัญของโลก มีการปลูกข้าวหลากหลายประเภทตามวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของแต่ละท้องถิ่น โดยเฉพาะทางภาคเหนือของประเทศไทยที่มีการปลูกข้าวเหนียวเพื่อเป็นอาหารหลักของประชากร จึงเป็นเหตุผลหลักที่ บริษัท ไทย-นิจิ อินดัสทรี จำกัด โดย จิราพิน ฮายาคาวา และสามี มาซาฮารุ ฮายาคาวา เลือกที่จะมาก่อตั้งโรงงานผลิตขนมจากข้าวเหนียว หรือ อาราเร่ ณ จังหวัดลำพูนแห่งนี้ เพื่อผลิตและส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นและยุโรป มากว่า 26 ปีแล้ว
จากความตั้งใจที่จะสานต่อธุรกิจชาของครอบครัว กลับต้องเปลี่ยนทิศทางมาผลิตขนม
บริษัท ไทย-นิจิ อินดัสทรี จำกัด ตั้งขึ้นภายในนิคมอุตสาหกรรมลำพูน เมื่อปี 2532 และเปิดโรงงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2534 เพื่อผลิตขนมข้าวอบกรอบที่ทำจากข้าวเหนียวซึ่งเรียกว่า 'อาราเร่' หรือในภาษาอังกฤษว่า Rice Cracker
“เราเริ่มจากที่ไม่รู้อะไรเลย พอดีช่วงนั้นทาง BOI (The Board of Investment of Thailand) ซึ่งเป็นสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย มาเปิดสำนักงานอยู่ที่กรุงโตเกียว เราก็เลยเข้าไปสอบถามถึงความเป็นไปได้ในการลงทุน ทาง BOI ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของการลงทุนในเมืองไทย มีเจ้าหน้าที่ของ BOI พากันมาที่เมืองไทยเพื่อดูความเป็นไปได้ในการลงทุนว่าต้องทำอะไรบ้าง ตอนนั้นตัดสินใจเลยว่าจะทำเพราะข้าวถูกและค่าแรงก็ถูกด้วย เราก็เริ่มซื้อที่และจัดหาผู้รับเหมามาสร้างโรงงาน และจ้างผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นมาช่วยดูในเรื่องของกระบวนการ การวางเครื่องจักร เสร็จแล้วขั้นต้นก่อนที่เราจะเริ่มทำจริงๆ ได้นำเอาข้าวเหนียวบ้านเราไปให้โรงงานเล็กๆที่ญี่ปุ่นทดลองทำก่อนว่าทำได้หรือเปล่า ปรากฏว่าข้าวเหนียวเราก็ทำได้ แต่ว่าคุณภาพยังไม่ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตอนนั้นต้องบินไป-กลับญี่ปุ่นหลายรอบเหมือนกัน เพื่อให้การทำโปรดักส์ของเราเหมือนญี่ปุ่น ใช้เวลาประมาณ 2 ปี ตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปี 2534 ทดลองและเริ่มก่อสร้างโรงงานเต็มรูปแบบ สามารถผลิตได้จริง ตอนเริ่มต้นเราทำได้ไม่ถึง 1,500 ตัน
แต่หลังจากนั้นก็เริ่มทำแผนเกี่ยวกับเรื่องการลงทุน ซึ่งตอนนั้นตลาดในเมืองไทยปี 2534 ผู้บริโภคยังไม่รู้จักขนมประเภทนี้ กลุ่มเป้าหมายของเราจึงเป็นการขายออกตลาดต่างประเทศซึ่งก็คือประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ช่วงเริ่มต้นการลงทุนต้องใช้เวลาในการปรับปรุงเรื่องของการผลิตมาก เพราะอากาศและพันธุ์ข้าวของญี่ปุ่นกับของไทยต่างกันพอสมควร ฉะนั้นวิธีการผลิตก็จะต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน และศึกษาอยู่นานกว่าจะทำให้มีคุณภาพเหมือนญี่ปุ่นและสามารถขายสินค้าได้”
ร่วมงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ ชูจุดแข็งถึงเป็นขนมแต่เน้นสุขภาพ
“จากนั้นเราก็ใช้วิธีเข้าไปหากรมการค้าต่างประเทศ และศูนย์ส่งเสริมการส่งออก ซึ่งเขาก็แนะนำว่าให้ไปงาน THAIFEX ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มในประเทศ โดยงานนี้จัดปีละครั้ง เป็นมหกรรมที่รวมผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้ากลุ่มอาหารมาไว้ด้วยกัน นอกจากผู้บริโภคจะมีโอกาสมา ช็อปสินค้าราคาประหยัดแล้ว ยังให้โอกาสนักธุรกิจได้พูดคุยแลกเปลี่ยนทำ Business Matching กันด้วย เราได้ลูกค้าทางยุโรปมากขึ้นจากงานนี้ คนยุโรปเริ่มสนใจบริโภคขนมที่ทำจากข้าว ตอนนั้นกระแสเรื่องสุขภาพกำลังมา เขาก็ศึกษากันว่าขนมที่ทำจากข้าวมีประโยชน์ และอาราเร่ก็ทำจากข้าวเหนียวและไม่ได้ใช้น้ำมันทอด แต่ใช้วิธีการอบแทน จึงเริ่มมีคนบริโภคมากขึ้น ซึ่งตอนนั้นเราได้บริษัทญี่ปุ่นที่เป็นดิสทริบิวเตอร์เทรดดิ้งแนะนำให้เรารู้จักกับลูกค้าทางยุโรปด้วย แล้วเราก็เริ่มมีลูกค้ามากขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น แต่เป็นในลักษณะเป็น OEM (Original Equipment Manufacturer) รับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่างๆ ตามแบบที่ลูกค้ากำหนด ส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานเปิดใหม่ หรือโรงงานที่ไม่เน้นการสร้างแบรนด์ของตนเอง และโรงงานที่ไม่มีความชำนาญในการออกแบบผลิตภัณฑ์มากนัก เราอาศัยไปออกงานอีกหลายประเทศทั้งเอเชีย อเมริกา และออสเตรเลีย จนมีลูกค้าต่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ
เราชูจุดแข็งของเราที่ว่า ขนมของเราไม่ได้อยู่ที่เรื่องของความอร่อยเท่านั้น แต่เป็นขนมเพื่อสุขภาพ คนที่รักสุขภาพแต่ยังอยากทานขนมพวกนี้ก็จะเลือกทานขนมของเรา เพราะไม่มีน้ำมัน เป็นขนมที่ไม่มีคอเลสเตอรอล ส่วนผสมต่างๆ ส่วนใหญ่ใช้ธรรมชาติทั้งหมด ไม่มีพวกสารกันเสีย ต่างๆ เราไม่ใช้วัตถุดิบที่นำเข้าจากประเทศที่ไม่มีคุณภาพ เน้นเรื่องของการหาวัตถุดิบ ซึ่งต้องเป็นสินค้าที่เป็น Non GMO (ปลอดการดัดแปลงพันธุกรรม) เท่านั้น ”
ซึ่งปัจจุบันบริษัท ไทย-นิจิ อินดัสทรี จำกัด ผลิต อาราเร่ เพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศมากมาย และได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในเรื่องคุณภาพและราคา อาทิ Cheese Almond , Wasabi Mix , Original Mix เป็นต้น
คุณภาพ ราคา และการบริการคือปัจจัยหลักของการแข่งขัน
'การที่เราจะส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศได้นั้น นอกจากเรื่องของคุณภาพแล้ว เรื่องของราคา และการบริการ ก็เป็นปัจจัยหลักที่สำคัญมาก ถ้าสินค้าเราดีแต่ราคาแพง เราก็แข่งขันไม่ได้เพราะลูกค้ามีทางเลือก ไม่ใช่มีโรงงานของเราโรงงานเดียวที่ทำ ส่วนเรื่องของการทำโปรดักส์ให้ถูกใจลูกค้าก็คือเรื่องของการทำ R&D (Research and Development) การทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ คือ เวลาเราไปหาลูกค้า แล้วมีแต่สินค้าเก่าๆ ไม่มีสินค้าใหม่ ไม่มีอะไรให้ลูกค้าเลือกเลยก็ไม่ได้นะ ต้องมีการทำ R&D เพื่อทำสินค้าใหม่ๆ ไปให้ลูกค้าทดลองชิมด้วย ค้นหาความต้องการ ดูเรื่องเทรนด์การบริโภค ยกตัวอย่างเช่น วาซาบิเมื่อ 5 ปีที่แล้วเป็นเทรนด์ แต่ตอนนี้วาซาบิกำลังจะดร็อปไปแล้ว กลายเป็นอาหารรสชาติไทยๆ กับกลายเป็นที่นิยม ดังนั้นเราต้องตามเทรนด์โลก เรามีทีมงาน R&D ทีมงานมาร์เก็ตติ้ง ที่คอยศึกษาและอัปเดต คิดค้น วิจัยและทดลองตลาด ซึ่งที่ผ่านมา กว่าขนมแต่ละตัวจะออกมาสู่ตลาดใช้เวลาเป็นปี เพราะมีปัจจัยหลายอย่างเป็นองค์ประกอบ ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องอายุขนม เนื่องจากขนมของเราไม่ใส่สารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้นต้องทดลองดูระยะเวลาของอายุขนมแต่ละชนิดด้วย เพื่อให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน”
จุดเริ่มต้นการสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง
'หลังจากทำ OEM มา 10 ปี ก็เริ่มมองเห็นว่าเราเองก็มีศักยภาพ และเวลาคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศมักจะซื้อขนมของเรากลับมา ทั้งๆ ที่เราส่งออกไปขาย จึงคิดว่าน่าจะเริ่มทำแบรนด์ของตัวเองได้แล้ว เพราะมีลูกค้าทางอเมริกาหรือทางยุโรปที่ไม่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง อย่างพวกซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ หรือเชนซูเปอร์มาร์เก็ต เขาก็อยากจะหาซื้อขนมที่ทำแพ็กเกจจิ้ง มีแบรนด์เรียบร้อยแล้วเอาไปขายในร้านของเขา ซึ่งขณะนั้นก็มีคนรู้จักอาราเร่บ้างแล้ว นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำแบรนด์ของตัวเอง
โดยแบรนด์แรกที่เราทำขึ้นใช้ชื่อ Mizuho (มิซูโฮ) เป็นอาราเร่แบบเดียว รสชาติเดียวกับที่ทำส่งออกไปญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ซึ่งอาราเร่แต่ละชนิดเราจะแบ่งตามกระบวนการผลิต ถ้าเป็นขนมที่ตัดออกมาเป็นรูปร่างและปรุงรส เราจะเรียกเป็นภาษาทั่วไปว่า Rice Cracker แต่ถ้าเอาสาหร่ายมาห่อจะเรียก Norimaki Cheese Ring (โนริมากิ หรือข้าวห่อสาหร่าย) ซึ่งเป็นชนิดแรกที่เราทำ และใช้แรงงานผู้หญิงของบ้านเราเยอะมากในการห่อด้วยมือ ไม่ใช้เครื่องจักรห่อเลย ซึ่งปัจจุบันนี้เราเปลี่ยนจากการห่อมือมาใช้เครื่องจักรที่เรียกว่า Semi-Auto แต่ก็ยังใช้แรงงานคนอยู่บ้าง ซึ่งรูปลักษณ์ของแพ็กเกจจิ้งออกแบบให้สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์คือมีความเป็นญี่ปุ่นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ได้รับการพัฒนาในเรื่องของรสชาติให้มีความหลากหลายมากขึ้น
อีกหนึ่งแบรนด์ที่บริษัทได้ขยายการผลิตไปเมื่อสองปีที่แล้ว คือ Honto (ฮอนโตะ) หรือขนมมิกซ์ เป็นการแตกไลน์ในการผลิตจากเดิมที่ทำเฉพาะข้าว เริ่มเอาถั่วและธัญพืชซึ่งเป็นอาหารสุขภาพเข้ามามิกซ์กับข้าว อาทิ Arare Mix และ Wasabi Mix และผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่บริษัทฯ แตกไลน์ออกมาเพื่อรองรับตลาดทางฝั่งยุโรปก็คือ Rice Balance ที่มีรูปลักษณ์แบบตะวันตก ด้วยแพ็กเกจจิ้งที่มีความแตกต่าง แต่ก็ยังใช้วัตถุดิบของบ้านเรา นำจุดเด่นของรสชาติอาหารที่ขึ้นชื่อของเมืองไทยมาทำเป็นข้าวอบกรอบรสชาติต่างๆ อาทิ Rice&Beans Chips Sea Salt , Coated Peanut Tom Yum เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดล้วนเกิดจากการคิดค้น และพัฒนาผลิตภัณฑ์ของทีม R&D ของบริษัทฯ เพื่อให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ในทุกปีเราจะมีแผนว่า เราจะทำผลิตภัณฑ์ใหม่กี่ตัว เวลาไปออกงานเราก็จะทำแผนกันแล้วว่า ปีนี้ทั้งทางยุโรปและอเมริกาจะเอาอะไรไปเสนอ จะมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสารจากการไปออกงานแสดงสินค้าตามที่ต่างๆ เป็นประจำทุกปี เพื่อดูเรื่องของเทรนด์ในการบริโภค หรือแม้แต่สีสันของโปรดักส์ด้วยว่าจะเป็นไปในทิศทางใด เพื่อจะได้รู้ทิศทางการตลาด ซึ่งในปีนี้เทรนด์การบริโภคจะเน้นในเรื่องของผลิตภัณฑ์ Organic ซึ่งเราก็กำลังจะนำเทรนด์นี้มาออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่นกัน
จะเห็นว่าสัดส่วนการส่งออกไปยังต่างประเทศ คิดเป็น 95% แบ่งเป็น ตลาดในประเทศ คิดเป็น 5% เป็นแบรนด์ของตัวเองทั้งหมด โดยส่งช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลาย อาทิ ตามซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ อย่าง วิลล่ามาร์เก็ต, ฟู้ดแลนด์ รวมถึงในช็อปของเราเองที่ชื่อ Papa's Mama's ภายในสนามบินเชียงใหม่ทั้งฝั่ง Domestic และ International หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ หรือแฟนเพจ Sushi Cheese, Rice Balance และ Papa's Mama's พร้อมบริการจัดเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น”
นำจุดเด่นรสชาติอาหารไทยมาตรฐานสากลไปสู่ตลาดโลก
'ตลาดการส่งออกในปัจจุบันนี้คิดว่ายังมีโอกาส คือความน่าเชื่อถือในโปรดักส์ของไทยนั้นเป็น Benefit ของเมืองไทยเลยก็ว่าได้ เพราะอาหารของไทยหรือ Snack จากไทยเอง ไม่ว่าจะเป็นประเทศในเอเชียหรือยุโรปได้รับการยอมรับว่าเป็นสินค้ามีคุณภาพจริงๆ ประเทศไทยมีความเป็นเลิศในเรื่องรสชาติอาหาร อาหารของไทยติดอันดับโลกที่คนรู้จัก อันดับ 1 อาหารจีน อันดับ 2 อาหารอิตาลี อันดับ 3 อาหารญี่ปุ่น ตอนนี้ลำดับอาหารโลกอาหารไทยน่าจะเป็นอันดับที่ 4 หรือ 5 ซึ่งทำให้คนไทยที่คิดจะผลิตอาหารหรือทำธุรกิจนี้ไม่เหนื่อยในการไปสร้างการรู้จัก ใช้การผลิตขนมที่ทำจากข้าวเหนียว แต่เอารสชาติของไทยมาสร้างความเป็นไทยให้คนรับรู้ และนี่จะเป็นเป้าหมายหลักของเราที่กำลังจะทำในอนาคตนี้
ที่สำคัญนอกเหนือไปจากความโดดเด่นในเรื่องของขนมที่มีคุณภาพแล้ว เรามีระบบที่รับรองมาตรฐานการผลิตของเราด้วย ไม่ว่าจะเป็น GMP, HACCP หรือ Hazard Analysis Critical Control Point ซึ่ง HACCP นี้เป็นระบบมาตรฐานการผลิตที่มีมาตรการป้องกันอันตรายที่ผู้บริโภคอาจได้รับจากการบริโภคอาหาร
SME ผู้ประกอบการหน้าใหม่ ต้องเน้นเรื่องคุณภาพของสินค้าถึงจะไปรอด
“ สำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่ ต้องบอกเลยว่าต้องเข้าใจในเรื่องของการรักษาคุณภาพ เข้าใจกฎระเบียบของลูกค้า ถ้าเราจะส่งออก ตอนนี้ไม่ว่าประเทศไหนในโลก แม้ประเทศที่เจริญน้อยกว่าเรา เขาก็ใช้ระบบการปกป้องการค้า เพราะฉะนั้นสินค้าที่ไม่มีการทำระบบคุณภาพ ส่งออกไปต่างประเทศยากมาก เขาต้องทำเรื่องของระบบ เขาต้องแข่งขันในเรื่องของราคา เขาต้องมี R&D ที่ดี ถึงจะส่งออกได้ อันนี้ถือเป็นเคล็ดลับความสำเร็จของคนที่จะทำส่งออกและประสบความสำเร็จค่ะ'
เคล็ดลับความสำเร็จ “ความน่าเชื่อถือในโปรดักส์ของไทยนั้นเป็น benefit ของเมืองไทยเลยก็ว่าได้ เพราะอาหารของไทยหรือ snack จากไทย ไม่ว่าจะเป็นประเทศในเอเชียหรือยุโรปได้รับการยอมรับว่าเป็นสินค้ามีคุณภาพจริงๆ ประเทศไทยมีความเป็นเลิศในเรื่องรสชาติ อาหารของไทยติดอันดับโลก ซึ่งทำให้คนไทยที่คิดจะผลิตอาหารหรือทำธุรกิจนี้ไม่เหนื่อยในการไปสร้างการรู้จัก รสชาติไทยๆ ที่คนทั่วโลกรู้จัก ก็มีพวกต้มยำ ซอสศรีราชา น้ำจิ้มไก่ เป็นต้น เราจึงนำจุดนี้มาผลิตสินค้ารสชาติแบบไทยเพื่อส่งออก โดยใช้พื้นฐานที่เป็นขนมทำจากข้าวเหนียว'