ในชีวิตของนักเดินทางบนเส้นทางสายธุรกิจ หลายคนกว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในธุรกิจนั้นๆ ได้ต้องใช้ความอดทน ความมุมานะ ความอุตสาหะนานัปประการ จึงจะประสบความสำเร็จ จนกลายมาเป็นนักธุรกิจเงินล้าน เฉกเช่น “พัชระภรณ์ ยิ้มแย้ม” หรือ “แม่เลี้ยงนาง” นักสู้ผู้เริ่มต้นธุรกิจจากจุดเล็กๆด้วยการค้าขายของเบ็ดเตล็ดตามแนวชายแดน ก่อร่างสร้างตัวด้วยหนึ่งสมองและสองมือ จนก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของธุรกิจลำไยส่งออกอันดับต้นๆ ของจังหวัดเชียงราย
เริ่มต้นเรียนรู้การค้าขายในวัยเด็ก สร้างความเชื่อถือในหมู่ผู้ค้า
“ดิฉันเกิดจากครอบครัวคนไทยภาคเหนือ ในตระกูลเชื้อเจ็ดตน ซึ่งสืบเชื้อสายมาจาก เจ้าทิพย์ช้างผู้ครองนครลำปางในสมัยก่อน ครอบครัวได้มีอาชีพทำไร่ทำนา ฐานะปานกลาง คุณพ่อซึ่งมีเชื้อสายจีน ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ดิฉันอายุเพียง 3 เดือนกว่า ได้อาศัยอยู่กับคุณตา คุณยายและคุณแม่ที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย คุณตาคุณยายเปิดร้านขายของชำเล็กๆในหมู่บ้าน ตัวดิฉันเองมีโอกาสได้เรียนหนังสือแค่ชั้น ป.6 ด้วยเห็นคุณตาเป็นคนค้าขาย จึงคิดว่าอาชีพค้าขายน่าจะเหมาะกับเรามากที่สุด พออายุ14 ปีจึงตามญาติๆ ไปค้าขายแถวชายแดนแม่สายกับประเทศเมียนมาร์และลาว ตอนนั้นยังเป็นเด็ก นึกว่าตามไปขายของแล้วสนุกสนาน ได้ตามญาติๆไปตลาดแม่สายซื้อของร้านนั้นร้านนี้ สินค้าที่ญาติๆซื้อขาย เช่น ของใช้พวกผ้าถุง รองเท้า รวมถึงยารักษาโรค ต่อมาก็ได้ขยายการค้าไปจนถึงพืชไร่ เช่น กระเทียมและลูกชิด เพราะเป็นของหายาก ขายได้กำไรดีมาก
เห็นการค้าขายทุกวันได้เงินทุกวัน เช้าซื้อของไปขายพอตกเย็นก็ได้เงินกลับบ้าน จึงอยากเรียนรู้และจดจำทุกๆ อย่างที่ญาติๆ ทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเจรจาต่อรองกับลูกค้า การเลือกซื้อสินค้า อยู่กับญาติๆ ประมาณหนึ่งปีก็ได้แยกออกมาทำกิจการเป็นของตนเอง ตอนนั้นไม่มีเงินพอที่จะค้าขายใหญ่ๆ แต่ด้วยความที่รู้จักกับเจ้าของร้านสินค้าต่างๆ ทีเราไปซื้ออยู่เป็นประจำ บวกกับความตั้งใจจริงของดิฉันที่อยากจะหาเงินมาช่วยเหลือครอบครัว
ดิฉันโชคดีมากที่ได้รับความเมตตาอย่างสูงจากเจ้าของร้านต่างๆ ที่ให้สินค้ามาขายก่อน พอขายของได้ก็จะรีบเอาเงินค่าของไปส่งให้ทางร้านทันที มีกำไรพอสมควร ส่วนลูกค้าก็ได้ให้เงินสดมาก่อนแล้วรับสินค้าทีหลังด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งดิฉันจะยึดถือเรื่องของความซื่อสัตย์ในการค้าเป็นสำคัญ ไม่เคยคดโกงใครแม้แต่บาทเดียว จากนั้นไม่นานก็เริ่มขยายกิจการ โดยขายสินค้าหลายอย่างมากขึ้น เรียกว่าขายทุกอย่างให้กับประเทศเพื่อนบ้านและเพิ่มจีนเข้าไปด้วย จนสามารถเก็บเงินก้อนแรกได้ 80,000 บาท แล้วนำเงินก้อนนี้ไปสร้างบ้านให้แม่เป็นหลังแรก ตามที่ได้เคยตั้งความหวังไว้ตอนเด็ก
จับธุรกิจลำไยอบแห้ง ขยายงานสู่ระดับภูมิภาค
“จากการทำการค้าขายมาพอสมควร ทำให้เรารู้จักนักธุรกิจมากขึ้น จนได้มาเจอนักธุรกิจชาวไต้หวันซึ่งทำธุรกิจลำไยอบแห้ง ซึ่งลำไยอบแห้งนี้ชาวจีนนิยมบริโภคมาก เพราะถือเป็นผลไม้มงคล เปรียบเสมือนตามังกร นิยมนำไปไหว้ในเทศกาลสารทจีน และตรุษจีน รวมทั้งบริโภคเป็นยาบำรุงอีกด้วย จากการศึกษาพบว่าลำไยที่เมืองไทยทางภาคเหนือนั้นมีคุณภาพดี เนื้อหนา รสชาติดี และมีปริมาณมากกว่าทุกประเทศ ประกอบกับเขามีตลาดในการส่งออกลำไยอยู่หลายเมืองที่ประเทศจีน จึงเห็นเป็นโอกาสที่จะหันมาเริ่มต้นกับธุรกิจนี้ จึงตัดสินใจร่วมหุ้นกับชาวไต้หวันและญาติๆ เปิดเป็นโรงงานอบลำไยที่เชียงใหม่ ลงมือทำเองทุกอย่างตั้งแต่รับซื้อลำไยสด ควบคุมดูแลการผลิต ช่วงเริ่มต้นธุรกิจเรารับซื้อลำไยสดจากหลายจังหวัด อาทิ จากเชียงใหม่ ลำพูน พะเยา และเชียงราย ได้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ประมาณ 4-5 ปี จนเป็นที่รู้จักของลูกค้าชาวจีน ทำให้ดิฉันอยากมีโรงงานของตัวเอง
สร้างฐานการผลิตที่มั่นคง เน้นคุณภาพ สู่ความเป็นสากล
ในช่วงเริ่มต้นการผลิต เราได้ไปจ้างโรงงานอบใบยาสูบ ทั่วภาคเหนือ ทั้งเชียงใหม่ ลำพูน เพื่ออบลำใยในปี 2542 การดำเนินธุรกิจแปรรูปลำไยสดเป็นลำไยอบแห้ง เพื่อส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามเมืองท่าที่สำคัญต่างๆ เช่น เมืองคุณหมิง เมืองเซี่ยงไฮ้ เมืองยี่วู เมืองหนิงโป มหานครปักกิ่ง เป็นต้น ธุรกิจของเราเติบโตขึ้นและดำเนินไปได้ด้วยดี มียอดการสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้น ยอดการค้าขายพุ่งขึ้นสูงเป็นลำดับ
การค้าขาย มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ในปี 2548 จึงได้ริเริ่มตั้งโรงงานผลิตลำไยอบแห้งเป็นของตัวเอง เพราะจะได้สามารถควบคุมคุณภาพของสินค้าได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดสรรลำไยสดจากชาวไร่ ขบวนการคัดแยกขนาดของลำไย การส่งลำไยเข้าตู้อบแห้งที่ได้มาตรฐาน สะอาด มีการสูญเสียน้อยที่สุด ไปจนถึงการบรรจุหีบห่อ และกำหนดแนวทางในการผลิตของตนเองได้ว่า ช่วงนี้จะผลิตมากน้อยแค่ไหน จึงได้ทำการสำรวจลงพื้นที่เพื่อหาสถานที่ และทำเลที่เหมาะสมในการสร้างโรงงาน ดิฉันเดินทางไปยังแหล่งปลูกลำไยทั่วภาคเหนือ เป็นเวลาหลายปี เพื่อสรรหาแหล่งปลูกลำไยที่จะเป็นวัตถุดิบที่ดีที่สุดในการป้อนการผลิต
ปัจจัยสำคัญในการเลือกที่ตั้งโรงงาน คือเลือกทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพดี และเส้นทางคมนาคมขนส่งที่สะดวกต่อการนำสินค้าส่งไปยังท่าเรือเพื่อทำการส่งออก จึงได้มาสร้างโรงงานที่อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เนื่องจากเป็นอำเภอที่มีเกษตรกรทำการปลูกลำไยพันธุ์อีดอในปริมาณมากพอในการผลิตต่อฤดูกาล ทั้งยังเป็นลำไยพันธุ์ที่ทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ที่สำคัญลำไยพันธุ์อีดอที่อำเภอแม่สรวยมีคุณภาพดี สีชมพู ผลใหญ่น่ารับประทาน นำมาแปรรูปได้คุณภาพดีที่สุด ไม่แตกง่ายขณะทำการอบแห้ง จึงตัดสินใจซื้อที่ดินแปลงแรกจำนวน 50 ไร่ ติดถนนสายเชียงใหม่-เชียงราย ทำการก่อสร้างอาคารโรงงาน โดยใช้ชื่อว่า โรงงานร่มโพธิ์ทอง 888 โปรดักส์ กรุ๊ป จำกัด ตามชื่อหมู่บ้านที่โรงงานตั้งอยู่
หลังจากมีโรงงานเป็นของตัวเอง ก็ได้มีแนวความคิดในการสร้างแบรนด์สินค้าเป็นของบริษัทเพื่อความเป็นมาตรฐานสากล และสร้างชื่อโรงงานร่มโพธิ์ทอง 888 โปรดักส์ กรุ๊ป จำกัด หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “โรงงาน ตองแปด” ให้เป็นที่รู้จักในหมู่ลูกค้าและผู้บริโภค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนชาวจีน จึงได้สร้างตราสินค้า “เสี่ยวเหมยฮัว” ขึ้นมาเป็นแบรนด์แรกของบริษัท ซึ่งมีความหมายคือ “ดอกเหมยดอกเล็ก” โดยบริษัทเราเป็นเจ้าแรกที่มี อย. สำหรับสินค้าลำไยอบแห้งส่งออกในเวลานั้น
ในระยะเวลาเพียงไม่นานลำไยอบแห้งตรา “เสี่ยวเหมยฮัว” ก็เป็นที่รู้จักและยอมรับของผู้บริโภคชาวจีน ว่าเป็นสินค้าที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพดี สะอาด รสชาติอร่อย ลูกค้าหลายรายถึงกับเดินทางมาประเทศไทยเพื่อขอเยี่ยมชมโรงงานและกระบวนการผลิต จากความต้องการของลูกค้าที่มีต่อสินค้าของบริษัทจึงได้สร้างตราสินค้าขึ้นอีกหลายตรา แตกต่างกันตามคุณภาพ เช่น ตราหลานฮัว และตรา 888 โดยกลุ่มลูกค้าของบริษัท ได้แก่ บรรดาพ่อค้าขายส่งในประเทศจีน ตามหัวเมืองใหญ่ๆ เช่น เมืองคุณหมิง เมืองเซี่ยงไฮ้ เมืองยี่วู เมืองหนิงโป เมืองนานจิง เมืองฉางซา เมืองฉางโจว เมืองเซี๊ยะเหมิน เมืองเฉินตู เมืองกวางโจว เมืองชิงเต่า และมหานครปักกิ่ง
ในปี 2557 เราได้ขยายโรงงานเพิ่มขึ้นอีกแห่งภายใต้ชื่อ บริษัท ไทยร่มโพธิ์ทอง จำกัด ตั้งอยู่ที่อำเภอแม่สรวยเช่นกัน ห่างจากโรงงานแรกประมาณ 8 กิโลเมตร เพื่อรองรับไลน์การผลิตที่เพิ่มมากขึ้น และรองรับการสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นโดยทั้งสองโรงงานมีตู้อบลำไยรวมแล้ว 98 ตู้ ทำการผลิตเพื่อการส่งออก ภายใต้วิสัยทัศน์ ของเราที่ว่า “ผลิตสินค้าคุณภาพ ด้วยคุณธรรม เป็นผู้นำการส่งออก”
เคล็ดลับความสำเร็จ ทำงานหนักทุกวัน เชื่อมั่นในความซื่อสัตย์
“ลำไยทุกเม็ดมีชีวิต เป็นพี่น้องกับเรา เราต้องดูแลทะนุถนอมเขาให้เหมือนกับคนในครอบครัว” ดิฉันเน้นเรื่องกระบวนการผลิตมาก ดิฉันจะควบคุมคุณภาพในการผลิตด้วยตนเอง โดยมีบ้านพักอยู่ภายในโรงงาน และจะตระเวนควบคุมการผลิตในทุกแผนก เน้นในเรื่องความสะอาดและถูกสุขอนามัยเป็นหลัก ทุกขั้นตอนต้องมีความละเอียด ประณีต เพื่อให้ได้สินค้าที่ดีมีคุณภาพ ได้มาตรฐานสากล
นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่นำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จคือ การบริหารความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า เราขายของดีมีคุณภาพ ความซื่อสัตย์ในการเจรจาธุรกิจ พูดคำไหนเป็นคำนั้น อย่างเช่น เมื่อตกลงซื้อขายกันด้วยวาจาแล้ว ราคาสินค้าขี้น ยังไม่ได้ลงนามในสัญญา เราก็จะขายตามราคาที่ได้พูดกันไว้ ไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้สินค้าตราเสี่ยวเหมยฮัวได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี มีผู้นิยมบริโภคมาก ดิฉันได้เดินทางไปยังเมืองต่างๆ ที่บริษัทได้จัดส่งไปขาย เพื่อไปพบปะพูดคุย สร้างความคุ้นเคยและเป็นกันเองกับลูกค้า ขณะเดียวกันก็ทำการเชิญชวนลูกค้าให้มาเยี่ยมชมโรงงานผลิตของเราที่ประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าจะได้รับสินค้าที่ดี มีคุณภาพจากโรงงานผลิตที่ได้มาตรฐาน สะอาด และปลอดภัยจริงๆ”