พงษ์ลดา พะเนียงเวทย์แนะเทคนิคปั้นตลาดสดออนไลน์ “Freshket”
ตอบโจทย์ธุรกิจร้านอาหาร
ในสนามแข่งขันทางธุรกิจที่ดุเดือด มีชื่อของสตาร์ทอัพหน้าใหม่ อย่าง 'Freshket' ตลาดสดออนไลน์สำหรับธุรกิจร้านอาหาร ภายใต้การนำทีมของ “พงษ์ลดา พะเนียงเวทย์” ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ที่อยู่รอดอยู่ด้วย โดยกว่าเธอจะปลุกปั้นไอเดียจนสร้างโมเดลธุรกิจที่โดดเด่นจนคว้ารางวัลชนะเลิศของเวที DTAC Accelerate ได้นั้น ต้องใช้ทั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังความคิด ซึ่งตอนนี้เธอพร้อมที่จะแชร์ประสบการณ์ที่มีค่า สำหรับผู้ที่สนใจและกำลังคิดจะก่อตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพให้ได้รู้กัน
ปัญหา คือ จุดเริ่มต้น
ก่อนที่จะกลายมาเป็นสตาร์ทอัพที่ถูกจับตามอง 'พงษ์ลดา' เคยก่อตั้งธุรกิจเอสเอ็มอีเล็กๆ ของตัวเอง เป็นธุรกิจฟู้ดเซอร์วิส ที่รับหน้าที่เป็นตัวกลางจัดหาวัตถุดิบในตลาดไท และตลาดสี่มุมเมืองมาเพิ่มมูลค่าด้วยการทำความสะอาด ตัดแต่ง และจัดชุดใหม่ เพื่อส่งต่อให้ร้านอาหาร
โดยการดำเนินธุรกิจดังกล่าว ทำให้เธอค้นพบปัญหาของธุรกิจ ฟู้ดเซอร์วิส ซึ่งมีด้วยกัน 2 จุดใหญ่ คือ ประการเแรก ผู้ซื้อกับผู้ขายหากันไม่เจอ (Market Fragmentation) จากประสบการณ์ที่เธอต้องออกไปหาลูกค้าใหม่ ซึ่งต้องขับรถไปเคาะประตูตามร้านอาหาร ซึ่งยากมากที่จะได้เจอเจ้าของร้าน หรือคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อสินค้า ทำให้ไม่สามารถจบการเจรจาสั่งซื้อสินค้าได้ แต่ขณะเดียวกันวันไหนโชคดีได้เจอ เชฟ หรือ เจ้าของร้าน พอเขาได้ฟังบริการจากเรา เขาก็งงว่า ผู้ผลิตสินค้าเกษตร (ซัพพลายเออร์) ที่ดีไปอยู่ที่ไหนมา จริงๆ แล้วในธุรกิจนี้ ทั้งผู้ขายสินค้าเกษตร(ชัพพลายเออร์) และผู้ซื้อสินค้า(ร้านอาหาร) ต่างก็มองหากันมาโดยตลอด แต่ด้วยเงื่อนเวลาที่แต่ละฝ่ายต่างก็ยุ่งในธุรกิจจนไม่มีเวลาที่จะหากัน ทำให้ไม่เจอกัน
ปัญหาที่สองที่พบ คือ เรื่องระบบปฏิบัติงานระหว่างผู้ซื้อผู้ขายที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งธุรกิจนี้เป็นการซื้อขายระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) มักจะมีขั้นตอนมากมายโดยเฉพาะเรื่องเอกสาร เช่น การส่งใบเสนอราคา การออกบิล เป็นต้น จากประสบการณ์ของพงษ์ลดาพบว่า ร้านอาหารมักจะสั่งวัตถุดิบเข้าร้าน หลังจากเลิกงานซึ่งปกติร้านอาหารจะปิดร้านราว 22.00 ถึง 24.00 น. การสั่งซื้อวัตถุดิบจึงเป็นงานกลางคืนทั้งสิ้น โดย ณ เวลานั้น เธอทำหน้าที่เป็นผู้ขายสินค้า โดยเฉลี่ยจะมีลูกค้ามาใช้บริการ ประมาณ 20 ราย เธอต้องใช้เวลาในการรวบรวมออเดอร์ ไม่ว่าจะมาจากทางไลน์ อีเมล หรือ แฟกซ์ รวมเอกสารที่เป็นกระดาษและจัดทำอินวอยซ์ ในการส่งสินค้าไปถึงผู้ผลิตและนำสินค้าไปส่งให้ร้านอาหารในวันพรุ่งนี้เช้า ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเป็นงานที่ใช้เวลามาก และทำกันซ้ำๆ ซึ่งถือเป็นภาระของการดำเนินธุรกิจของเธอในช่วงนั้นอย่างมาก
และด้วยสองปัญหาที่กล่าวมา ทำให้ธุรกิจ ฟู้ดเซอร์วิส ที่ต้องการจะขยายธุรกิจต้องเจอปัญหาและความยากลำบากพอสมควรเลยทีเดียว เพราะนั่นหมายความว่าต้องจ้างพนักงานเพิ่มเพื่อดูแลงานด้านเอกสารตามการขยายตัวของธุรกิจ ทำให้ตอนนั้นเธอต้องตัดสินใจหาวิธีแก้ปัญหาดังกล่าว เธอพบว่าสิ่งที่จะตอบโจทย์ ในเรื่องของการประหยัดเงิน ประหยัดเวลา และลดจำนวนคนให้ได้ และคำตอบนั้นก็คือ 'เทคโนโลยี'
นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างตลาดสดออนไลน์ในชื่อ “Freshket” (เฟรชเก็ต) ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมวัตถุดิบคุณภาพจากหลากหลายซัพพลายเออร์มารวมไว้บนแพลตฟอร์มเดียว และยังออกแบบระบบการทำงานหลังบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานของซัพพลายเออร์ และร้านอาหารแบบครบวงจรอีกด้วย
สตาร์ทอัพ และ เอสเอ็มอี ความเหมือนที่แตกต่าง
“จากประสบการณ์ที่เคยทำทั้งธุรกิจเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพมาบอกได้เลยว่าธุรกิจทั้งสองประเภทนี้มีความเหมือนที่แตกต่างกัน อย่างเอสเอ็มอีเราจะรู้ว่าเราจะผลิตอะไร ขายให้ใคร แต่กรณีสตาร์ทอัพ ซึ่งเป็นธุรกิจที่เริ่มต้นจากแนวคิด เราจะไม่มีทางรู้เลยว่า ผลิตภัณฑ์ของเราสุดท้ายแล้วจะเป็นอะไร เพราะมันจะต้องมีการทดสอบสมมติฐาน และปรับปรุงตัวผลิตภัณฑ์ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง ในวงการสตาร์ทอัพ จึงมีคำว่า โปรดักส์ฟิท (Product fit) ซึ่งก็คือ การทดสอบผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาด
เฟรชเก็ต อยู่ในช่วงทำโปรดักส์ฟิท โดยเราเองก็ยังไม่รู้เลยว่า ผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่ตอบโจทย์ลูกค้าจะเป็นแบบไหน ซึ่งตอนนี้ก็เหมือนเป็นการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ โดยการตั้งสมมติฐานและทดสอบดูว่า บริการที่มีอยู่แบบไหนที่เหมาะสม ซึ่งก็มีเป้าหมายว่า ท้ายที่สุดแล้วบริการของเราจะตอบโจทย์เรื่องความง่าย และสามารถจับคู่การซื้อขายระหว่างกันให้สะดวกที่สุด ซึ่งเราเชื่อว่า วิธีนี้จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และจะเชิญชวนให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการของเราอย่างต่อเนื่อง”
ปัจจุบันอัตราการเข้ามาใช้บริการซ้ำของ เฟรชเก็ต สูงถึง 80% ซึ่งนั่นหมายความว่าลูกค้าร้านอาหารกลับมาใช้บริการสั่งซื้อวัตถุดิบผ่านการให้บริการของเราอยู่ในเกณฑ์ที่ดีและเมื่อประเมินเรื่องการเติบโตแล้ว ยอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 30% ต่อสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่สูงมาก เมื่อเทียบกับการประกอบธุรกิจแบบปกติ ส่วนรายได้ของ เฟรชเก็ต นั้นมาจากการคิดค่าบริการจากซัพพลายเออร์จำนวน 4-6% ของยอดขาย โดยร้านอาหารที่เป็นฝั่งผู้ซื้อ สามารถใช้งานระบบได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
อยากทำ สตาร์ทอัพ ต้องหาแหล่งเงินทุนอย่างไร
ในวงการสตาร์ทอัพ จะมีช่องทางการระดมทุนของตัวเอง แหล่งเงินของสตาร์ทอัพไม่ได้มาจากระบบสถาบันการเงิน แต่จะมาจากการร่วมลงทุน ซึ่งเป็นเงินจากนักลงทุนที่สนใจไอเดียของสตาร์ทอัพกลุ่มนั้นๆ โดยแบ่งเป็นลำดับขั้นง่ายๆ ดังนี้ 1. Pre seed ซึ่งจะเป็นการใช้เงินของครอบครัว หรือเพื่อน 2.Seed Round ซึ่งเป็นรอบการระดมทุนที่อาจจะใช้เงินทุนของครอบครัว และบางส่วนก็อาจจะเป็นเงินจากนักลงทุนมืออาชีพ จากนั้นก็จะมีการขยับวงเงินลงทุนมากขึ้น ก็จะขึ้นสู่ Series A, B, C โดยการระดมทุนแต่ละรอบมีวัตถุประสงค์บอกไว้เลยว่าต้องการเงินเท่าไร เอาไปทำอะไร เพื่อให้นักลงทุนพิจารณาจำนวนเงินที่จะลงทุน
คำแนะนำที่ดีสำหรับคนที่อยากทำสตาร์ทอัพ
พงษ์ลดากล่าวว่า นั่นเพราะส่วนหนึ่งมาจากการที่ตัวเธอเคยทำเอสเอ็มอีมาก่อน จากนั้นถึงหันมาทำสตาร์ทอัพ ซึ่งต้องบอกว่า มันต่างกันมาก คือ คำว่าสตาร์ทอัพ หรือ เอสเอ็มอี มันเป็นแค่วิธีการในการทำธุรกิจ โดยการทำ สตาร์ทอัพ อาจจะประสบกับปัญหาขึ้นลงมากกว่าเอสเอ็มอี โดยมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่แค่การหาลูกค้า บางวันอาจจะต้องคิดเรื่องระบบ บางวันต้องคิดเรื่องการทดสอบตลาด บางวันต้องติดเรื่องหาลูกค้า และบางวันอาจจะต้องคิดเรื่องการระดมทุน
อัพเดทเมื่อ 18/10/2560