หน้าหลัก
ผลิตภัณฑ์และบริการ
โปรโมชั่น
ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจ
SME Focus Magazine
งานสัมมนา
โครงการอบรม
คำนวณสินเชื่อเบื้องต้น
ค้นหาจุดบริการ KTB
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

FOLLOW US Krungthai SME​


สมัครรับจดหมายข่าวจาก Krungthai SME
Krungthai SME

แกะกล่องความคิดแม่ทัพใหม่ “สสว.” ‘สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล’ ผนึก 3 กลยุทธ์หนุน SME ไทยไปตลาดโลก

 

 เปิดภารกิจผู้นำป้ายแดง “สสว.” รับศักราชใหม่ปี 2561 ผูกสามกลยุทธ์ “Transformation-Internationalization - Future networking” เพิ่มลู่วิ่งเอสเอ็มอีสู่ตลาดโลก รวมพลังหน่วยงานทั้งภาครัฐและธุรกิจเปิดตัว “เอสเอ็มอีวัน ออนไลน์” แหล่งรวมตลาดนัดวิชาและข้อมูลธุรกิจครบวงจร พร้อมเดินหน้าบ่มเอสเอ็มอีสายพันธุ์กล้า เล็ง 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายต่อยอดเอสเอ็มอี

            ‘สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล’ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) คนใหม่ที่บอกว่าทั้งชีวิตเขาผูกพันกับเอสเอ็มอีมาโดยตลอด เคยทำเองมากับมือ ล้มไม่เป็นท่ามาก็มาก ที่สำเร็จก็ไม่น้อย จนเขาพร่ำบอกตัวเองว่า ถ้ามีโอกาสเขาจะเปลี่ยน“กำแพง”เป็น“สะพาน” เปลี่ยน“ความยากลำบาก” ที่เขาก้าวผ่าน มาเป็นหนทาง“ซูเปอร์ไฮเวย์” ให้รุ่นหลังได้วิ่งข้าม ลัดขั้นตอนลองผิดลองถูก จะได้เอาเวลาไปฝึกปรือพละกำลัง ซ้อมวิ่งผลัดสี่คูณร้อยแข่งกับผู้เล่นตลาดโลก

 

ขีดเส้นแบ่งเอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพ

            แต่เดิม สสว. จะเหมารวมเอสเอ็มอีกับสตาร์ทอัพเข้าไว้ด้วยกัน แต่ในยุคของคุณสุวรรณชัยเอามาแบ่งเส้นเขตแดนใหม่ให้ชัดเจนว่า “ เวลานึกถึงสตาร์ทอัพ อยากให้เป็นเรื่องของ เทคโนโลยี สตาร์ทอัพ และเวลาที่นึกถึงเอสเอ็มอี ก็ให้เรียกว่าเป็นเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นการเริ่มต้นธุรกิจเหมือนกัน แต่ก็ต่างเป้าประสงค์ ต่างกระบวนการคิด และวิธีการให้ได้มาซึ่งโซลูชั่นทางธุรกิจก็แตกต่างกัน

            โดย เทคโนโลยี สตาร์ทอัพ หมายถึง ธุรกิจที่เริ่มต้นเพื่อเติบโตแบบก้าวกระโดด มีวิธีสร้างรายได้แบบทำซ้ำและขยายได้ง่าย ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับสายเทคโนโลยี เพราะเติบโตได้ง่ายกว่าธุรกิจประเภทอื่น เช่น แอปพลิเคชันเคลมประกันเมื่อเกิดอุบัติเหตุด้วยตัวเอง หรือธุรกิจหนังสือออนไลน์ ookbee เป็นต้น

            ขณะที่ เอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ หมายถึง การที่เจ้าของธุรกิจลงทุนเอง เริ่มต้นการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่สามารถทำซ้ำหรือขยายได้โดยง่าย เพราะทุกการขยายตัวจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่าย ต้องจ้างคนเพิ่ม ต้องหาวัตถุดิบ และต้องซื้อเครื่องจักรเอามาขยายกำลังการผลิต เช่น ผงแป้งระงับกลิ่นกายเต่าเหยียบโลก หรือธุรกิจน้ำหวานเฮลซ์บลูบอย เป็นต้น ซึ่งหากใช้คำว่าสตาร์ทอัพลอยๆ ไม่บอกว่าเป็นสตาร์ทอัพในกลุ่มไหน คนฟังก็จะงงได้”

            เมื่อขีดเส้นแบ่งความหมายได้ชัดเจนแล้ว ก็ไปกำหนดขอบข่ายของเอสเอ็มอี ที่ สสว. ตั้งใจจะโฟกัส โดยแบ่งคุณลักษณะของเอสเอ็มอี ออกมาเป็น เล็กแต่แตกต่าง เล็กแต่สร้างสรรค์ เล็กแต่โดดเด่น เล็กแต่คล่องตัว และเล็กแต่ชัดเจน โดยพยายามร้อยเรียงให้สอดรับกันว่า จากสถานภาพเล็กพริกขี้หนู สามารถเติบใหญ่ในตลาดโลกได้

            โดย สสว. แบ่งเอสเอ็มอี ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มเริ่มต้น (Early State) 2. กลุ่มแข็งแรง (Regular Strong) และกลุ่มล้มๆ ลุกๆ (Turn Around)เพื่อให้ง่ายต่อการดูแล

            คุณสุวรรณชัยกำหนดแนวคิด ซ่อม สร้าง เสริม เอสเอ็มอี ผ่านคำ 3 คำคือ 1.การเปลี่ยนผ่าน (Transformation) 2. การค้าระหว่างประเทศ (Internationalization) และ 3. การสร้างเครือข่ายนักพัฒนาใหม่ (Future Network) ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะร้อยเรียงเรื่องราวความสำเร็จของบรรดาเอสเอ็มอีสู่ตลาดโลก

Transformation:เปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

            การเปลี่ยนผ่านถือเป็นสภาวะที่จำเป็นสำหรับเอสเอ็มอีทุกรุ่น แต่รุ่นที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงในอัตราเร่งคือ กลุ่มที่มีความแข็งแรงเป็นทุน เพราะจากความสำเร็จที่ได้รับมานาน จึงกลายเป็นความคุ้นชินที่แยกไม่ออก ขณะที่เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก กว่ากลุ่มแข็งแรงจะรู้ตัวก็อ่อนปวกเปียกไปเสียแล้ว

            “พอมีคำถามมาว่า อะไรคือความท้าทายสูงสุด เราทราบกันดีว่า ปัญหาหลักๆ ของเอสเอ็มอีคือ การเงิน การตลาด การจัดการ และเทคโนโลยีแต่ผมมองว่า ความท้าทายที่น่ากลัวมากกว่านั้นคือการไม่กล้าเปลี่ยนแปลง ติดกับดักเดิมๆ ของสิ่งที่เคยทำ ทั้งๆ ที่ความสำเร็จที่คงทนคือ ความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

             ระดับของการเปลี่ยนแปลง แบ่งได้เป็น 1. เปลี่ยนเพื่อสร้างศักยภาพให้คนในองค์กร 2. เปลี่ยนเพื่อให้ก้าวทันเทคโนโลยี และ 3. เปลี่ยนเพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทั้งสามระดับของการเปลี่ยนแปลงนี้ เอสเอ็มอีจะต้องเขย่าโมเดลธุรกิจให้เหมาะสมกับโลกการค้ายุคใหม่ เพื่อให้ธุรกิจสามารถยืดระยะความแข็งแรงได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อแข็งแรงคงเส้นคงวาแล้ว เอสเอ็มอีจะต้องสร้างชื่อเสียงให้แบรนด์และองค์กร เพื่อสะสมพละกำลังเอาไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มของประเทศต่อไป”

 

 

Internationalization :เชื่อมโยงและส่งเสริมการแข่งขันตลาดต่างประเทศมากขึ้น

            ความสำเร็จของเอสเอ็มอีที่แข็งแรงในประเทศ ไม่เพียงพออีกแล้วสำหรับการค้าในยุคนี้ หนึ่งในหน้าที่สำคัญของสายสตรองก็คือ การผลักดันธุรกิจให้เชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศมากขึ้น สามารถเชื่อมโยงเส้นการค้าระหว่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง และตลาด CLMVเข้าไว้ด้วยกัน

            “พอเทียบชั้นขึ้นเป็นอินเตอร์แล้ว สิงที่ผมคาดหวังกับเอสเอ็มอีสายแข็งคือ การส่งกำลังใจ ส่งบทเรียน ส่งความรู้ ส่งเส้นทางที่เอสเอ็มอีกลุ่มเริ่มต้นสามารถเดินตามได้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ การศึกษาบทเรียนจากข้อผิดพลาดของเอสเอ็มอีรุ่นพี่ เรื่องที่ว่าเมื่อไหร่ควรเปิดตัวสินค้าใหม่ หรือการเลือกขยายตลาดใหม่โดยใช้สินค้าเดิม  ซึ่งนอกจากการส่งต่อกระบวนการคิด กระบวนการสร้างความสำเร็จแล้ว สิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือ การมีชุดความคิด (Mind set) ของความเป็นผู้ประกอบการแห่งเอเชีย ให้ประกาศศักดาไปเลยว่า ความสำเร็จของเอสเอ็มอีสายแข็งเป็นหนึ่งในต้นแบบที่ทำให้เอสเอ็มอีไทยสามารถก้าวขึ้นไปโตในตลาดโลกได้”

            การปักธงความสำเร็จในตลาดนอกบ้าน จะสร้างแรงเหวี่ยงสำคัญให้เอสเอ็มอีทั้งระบบกล้าเปลี่ยนชุดความคิดใหม่ๆ อัปเกรดให้ตัวเอง เพราะเมื่อกระดานความคิดเปลี่ยน จะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้ตลาด ทำให้กลุ่มลูกค้าใหญ่ขึ้น มีกระบวนการคิดที่กว้างขึ้น วิสัยทัศน์ก็ใหญ่ขึ้นจากบิ๊กเปากลายมาเป็นพิซซ่าไซส์ใหญ่และกล้ามองไกลมากขึ้น สามารถจับเรดาห์ได้ทันทีว่าลูกค้าเราอยู่ที่ไหน

            “พอเอสเอ็มอีเราโกอินเตอร์แล้ว สสว. ก็จะมีสารพัดเทคโนโลยี สารพัดเคล็ดไม่ลับ เข้าไปสนับสนุนการค้าต่างประเทศ จับคู่ธุรกิจ ไปศึกษาตลาดออนไลน์ เป็นการส่งสัญญาณให้เอสเอ็มอีไทยทั้งประเทศได้รู้ว่า ถ้าอยากแข็งแรง เราจะมีโอกาสที่กว้างขึ้นในตลาดต่างประเทศ โดยเราต้องหาประเด็นความต้องการเฉพาะกลุ่มในตลาดโลกให้เจอ โดยการศึกษาข้อมูล หรือดูแนวโน้มตลาดโลก”

            ผอ.สสว. กล่าวว่า ในโลกเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปเร็ว โลกเทคโนโลยีมีผลทำให้ทุกอย่างใกล้กันมากขึ้น กลายเป็นหลังคาเดียวกัน จนเกิดเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มในทุกที่บนโลก (Global Niche) ทำให้เอสเอ็มอีขายของได้ เพราะไม่ว่าที่ไหนก็ตาม เรื่องราวของใครคนหนึ่งที่เป็นคนธรรมดาจะสามารถสร้างความน่าสนใจอีกฟากโลกหนึ่งได้โดยผ่านดิจิทัล

 

Future Network :เครือข่ายนักพัฒนากลุ่มใหม่

            สสว. เป็นที่พึ่งของเอสเอ็มอี ดังนั้น องค์ความรู้ที่ สสว. มี นอกจากเอามาเพิ่มพูนศักยภาพให้ตัวเองแล้ว ก็ต้องหันไปช่วยเหลือคนรอบข้าง เพื่อสร้างสังคมแห่งการทำงานแบบเพื่อนร่วมทาง

            เครือข่ายพัฒนากลุ่มใหม่ และ สสว. เข้ามาช่วยเหลือ สนับสนุน เอสเอ็มอี ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อสร้างเครือข่ายเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ ผ่านองค์ความรู้ทั้งหมดที่ สสว. มี จากการเป็นสถาบันที่มีส่วนผลักดันธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กมานานกว่า 15 ปี ทำให้ สสว. เป็นแหล่งรวมคนทำงานที่มีทักษะความรู้ความสามารถเฉพาะทาง สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ใหม่สด จากการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ส่งต่อให้บรรดาเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ได้ไปหาแรงบันดาลใจของตัวเอง ในก้าวจังหวะที่ยุคสมัยเปลี่ยนไปมาก จึงเกิดอาชีพใหม่ๆ ขึ้นทุกวัน

            สิ่งที่คุณสุวรรณชัยอยากเห็นมากขึ้นไปอีกคือ อาชีพที่ฉีกตัวเองออกไปจากข้อจำกัดเดิมๆ เช่น    เอสเอ็มอีที่อยู่ในสายพานธุรกิจของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูด อย่างแอนนิเมชั่น หรือการทำโมเดล หรือการคิดสูตรอาหารให้พลังงานที่นักบินนาซ่าเอาไว้กินตอนท่องอวกาศได้ เป็นต้น

            การหล่อหลอมแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยมี สสว. เป็นพี่เลี้ยง เป็นเวทีแลกเปลี่ยนให้คนเก่งมาพบคนเก่งกว่า เป็นสะพานทางลัดให้ไปเจอกับโอกาสใหม่ๆ โดยไม่ต้องเสียเวลางมหา จะทำให้ในอนาคตอันใกล้ ไทยเราจะมีฐานข้อมูลเอสเอ็มอี 4.0 ที่มีศักยภาพสอดรับกับยุคสมัย และเป็นกำลังสำคัญของประเทศในยุคใหม่ต่อไป

 

“เอสเอ็มอีวัน” เครื่องมือใหม่ สสว.

            ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2561 เป็นต้นไป สสว.และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะพร้อมใจกันเปิดตัว “เอสเอ็มอีวัน ออนไลน์” ซึ่งเป็นธุรกรรมออนไลน์ที่จัดเก็บองค์ความรู้ และข้อมูลดำเนินธุรกิจครบวงจรสำหรับเอสเอ็มอี ที่นำเสนอในรูปแบบ One stop service คลิกที่เดียว ง่าย จบ โดยเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอีทั้งหมด 45 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าภาคเอกชน และหน่วยงานไอที เป็นต้น

            ในขณะเดียวกัน สสว.ก็ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย 6 สาขาธุรกิจ ตามแผนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2560 – 2564) ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจด้านอาหาร การเกษตร และ อุตสาหกรรมชีวภาพ 2.กลุ่มธุรกิจด้านสุขภาพและเกี่ยวเนื่องกับการแพทย์ 3.กลุ่มธุรกิจด้านเครื่องจักรกล วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์เชิงกลและหุ่นยนต์ 4.กลุ่มธุรกิจด้านดิจิตอล 5.กลุ่มธุรกิจเชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม และ 6.กลุ่มธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง นอกจากนั้นขยายกำลังไปช่วยเหลือชุมชนฐานราก ให้มีความเป็นผู้ประกอบการมากขึ้นมีรายได้เลี้ยงตัวเป็นกอบเป็นกำ โดย สสว. จะร่วมกับเครือข่าย จัดกิจกรรม “เอสเอ็มอีดีเร็ว” ทุกวันที่ 1-5 ของเดือน ส่งเสริมให้คนไทยเดินเข้าร้านเอสเอ็มอี สนับสนุนธุรกิจคนไทยให้มีกำลังใจ และสามารถพัฒนากิจการให้เติบโตต่อไปได้

            โดยมีแนวคิดคล้ายๆ กับช็อปช่วยชาติ แต่เป็นการสนับสนุนคนในชาติที่ขยันทำการค้า ไม่มุ่งหวังใบเสร็จไปลดภาษี แทนที่จะเอาเงินไปอุดหนุนร้านค้าปลีกรายใหญ่เพียงอย่างเดียว ก็ปันเงินส่วนหนึ่งมาอุดหนุนเอสเอ็มอีที่มีสินค้าดี และเติบโตเร็ว มีศักยภาพเป็นกำลังของชาติในอนาคต โดย สสว. จะกำหนดโซนนิ่งการจำหน่ายสินค้าเพิ่มลูกเล่นไปปักหมุดช็อปแล้วถ่ายรูปมาแชร์ในออนไลน์ ว่าวันนี้เราทำดีช็อปช่วยชาติเวอร์ชั่นเอสเอ็มอี

อัพเดทเมื่อ 18/01/2561