หน้าหลัก
ผลิตภัณฑ์และบริการ
โปรโมชั่น
ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจ
SME Focus Magazine
งานสัมมนา
โครงการอบรม
คำนวณสินเชื่อเบื้องต้น
ค้นหาจุดบริการ KTB
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

FOLLOW US Krungthai SME​


สมัครรับจดหมายข่าวจาก Krungthai SME
Krungthai SME

ส่องดุลการค้าไทย-อาเซียน

 

เกือบสองปีที่เข้าสู่ AEC (31 ธ.ค.2558) มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับ ASEAN ก้าวหน้าไปมาก แต่ไม่ได้การันตีว่าไทยจะได้เปรียบดุลการค้า ASEAN เพิ่มขึ้นเสมอไป เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ทำให้ไม่เป็นไปตามที่คาดหมายไว้ โดยภาครัฐคาดหวังตลาดนี้ไว้มาก เนื่องจากประเมินว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพโดยเฉพาะกลุ่ม CLMV ที่จะช่วยขับเคลื่อนยอดส่งออกของประเทศ แต่ขณะเดียวกันมีสินค้าหลายชนิดจากตลาดนี้เข้ามาตีตลาด แม้ว่าจะเป็นสินค้าชนิดเดียวกันกับที่ไทยผลิตเพื่อส่งออกก็ตาม ปัจจัยเรื่องค่าเงิน สินค้าพลังงานที่จำเป็นต้องพึ่งพาจากอาเซียน และปัจจัยคุกคามจากภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SMEs ที่มีข้อจำกัดในการปรับตัวแล้ว อาจส่งผลกระทบต่อดุลการค้าของไทยในอนาคต
 

ปีนี้เริ่มเห็นสัญญาณเกินดุลลดลง
ยอดการค้าไทย-อาเซียน 9 ประเทศ ในช่วงม.ค.-ก.ค.2560 มีมูลค่ารวม 57.32 พันล้านเหรียญสรอ. เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.0(yoy) หรือมีสัดส่วนร้อยละ 22.2 ของมูลค่าการค้ารวมของไทย จำแนกเป็นการส่งออกรวม 33.62 พันล้านเหรียญสรอ. เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8(yoy) และการนำเข้ารวม 23.70 พันล้านเหรียญสรอ. เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.1(yoy) โดยไทยได้เปรียบดุลการค้าอาเซียนรวม 9.92 พันล้านเหรียญสรอ. เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ได้เปรียบดุลการค้า 10.22 พันล้านเหรียญสรอ. หรือลดลงร้อยละ 2.9(yoy) และลดลงร้อยละ 5.4(yoy) ในรูปเงินบาท เนื่องจากยังคงมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นมาก ทั้งสินค้าวัตถุดิบจำเป็น และถูกสินค้าจากอาเซียนเข้ามาตีตลาด โดยประเทศที่ไทยได้เปรียบดุลการค้าลดลง ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว และฟิลิปปินส์ สำหรับมาเลเซียและบรูไน ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้าอยู่แล้ว เนื่องจากมีการนำเข้าน้ำมันดิบจาก 2 ประเทศนี้เพิ่มขึ้นมาก
 

สินค้า TOP-5 ที่มีสัดส่วนการนำเข้ามากที่สุดจากประเทศอาเซียน ได้แก่ น้ำมันดิบ คอมพิวเตอร์&อุปกรณ์  เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้า&ส่วนประกอบ และแผงวงจรไฟฟ้า สำหรับการส่งออกมีสัดส่วนร้อยละ 25.4 ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย  โดยสินค้าออก TOP-5 ที่มีสัดส่วนการการส่งออกมากที่สุดไปยังตลาดอาเซียน ได้แก่ รถยนต์&อุปกรณ์ น้ำมันสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกล&ส่วนประกอบ และเม็ดพลาสติก

 

เงินบาทแข็งค่าสุดในอาเซียน 
ในปีนี้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นมาก โดยเมื่อวันที่ 11 ก.ย.2560 อยู่ที่ 33.11 บาท/ดอลล่าร์สรอ. หรือแข็งค่าขึ้นจากต้นปีประมาณร้อยละ 8.1 โดยแข็งค่ามากที่สุดในบรรดาประเทศคู่ค้าในอาเซียน และมีโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง ทำให้สินค้าส่งออกที่ใช้วัตถุดิบจากภายในประเทศเป็นหลักได้รับผลกระทบมาก อาทิ กลุ่มน้ำตาลทราย เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์พลาสติก เคมีภัณฑ์ ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและอบแห้ง เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ยางพารา กระดาษและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น  ซึ่งมีสัดส่วนส่งออกรวมกันกว่าร้อยละ 20 ของมูลค่าที่ส่งออกไปยังตลาดอาเซียน การแข็งค่าของเงินบาททำให้รายได้/กำไรของผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับสินค้ากลุ่มนี้โน้มลดลง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่มีความสามารถในการแข่งขัน/ปรับตัวต่ำ

 

สินค้าหลักที่นำเข้าจากอาเซียน
มีสินค้าหลายชนิดที่ไทยจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าจากตลาดอาเซียน ทั้งในเชิงความร่วมมือในภูมิภาค ต้นทุนค่าขนส่งที่ต่ำ การเข้าไปลงทุนของบริษัทแม่ในประเทศเพื่อนบ้านแล้วส่งสินค้าที่ผลิตกลับมายังประเทศไทย แหล่งวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์และมีราคาถูก เช่น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน สินแร่ อัญมณี และพืชผักผลไม้ต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการนำเข้าสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตสูงและเป็นสินค้าส่งออกลำดับต้นๆ อาทิ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า น้ำมันสำเร็จรูป เป็นต้น เมื่อสินค้าเหล่านี้เข้ามาตีตลาดมากขึ้น รวมทั้งการพึ่งพาสินค้าวัตถุดิบที่จำเป็น ก็มีส่วนทำให้ได้ดุลการค้าลดลง
 

เป้าหมายส่งออก
ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ปรับเพิ่มเป้าหมายส่งออกปี 2560 เป็นร้อยละ 6 (ในรูปดอลลาร์สรอ.) จากเดิมที่วางเป้าหมายไว้ที่ร้อยละ 5 เนื่องจากภาพรวมการส่งออกในช่วง 7 เดือนแรกขยายตัวสูงถึงร้อยละ 8.2 จึงคาดหมายว่าตลาดอาเซียนจะทำได้ดีกว่าเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะเติบโตร้อยละ 5 หรือไม่ต่ำกว่า 57,500 ล้านเหรียญสรอ. โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม) ตั้งเป้าส่งออกไว้ที่ร้อยละ 6.4 หรือไม่ต่ำกว่า 23,700 ล้านเหรียญสรอ. หรือประมาณร้อยละ 41.2 ของตลาดอาเซียน ซึ่งคาดว่าจะมีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากในช่วง 7 เดือนแรกของปี สามารถส่งออกไปยังตลาด CLMV ได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 14.1

ปัจจัยคุกคามSMEs 
สำหรับสินค้าของผู้ประกอบการขนาดใหญ่ อาทิ รถยนต์ น้ำมันสำเร็จรูป เม็ดพลาสติก คงไม่ต้องกังวล เรื่องค่าเงิน เนื่องจากผู้ประกอบการมีความสามารถในการแข่งขันสูงอยู่แล้ว ขณะเดียวสินค้ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่พึ่งพาวัตุดิบบางส่วนจากต่างประเทศ และผู้ประกอบการมีความพร้อมที่จะลงทุนทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน แต่สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก(SMEs) ที่ส่งสินค้าไปขายในตลาดอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เนื่องจากการแข็งค่าของเงินบาท จะทำให้ผู้ประกอบการได้รับเงินบาทน้อยลง และการทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้กลายเป็นต้นทุนของผู้ส่งออก ทำให้ SMEs มีกำไรลดลง  แม้การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา ไม่มีผลกระทบกับยอดส่งออกที่เป็นเป้าหมายของรัฐบาลในปีนี้ เนื่องจากตัวเลขส่งออกในช่วงที่ผ่านมาเติบโตในเกณฑ์ดี แต่ได้ส่งผลกระทบแล้วกับรายได้/กำไรของผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งถ้าเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่องไปถึงปีหน้า คาดว่านอกจากSMEs จะถึงขั้นขาดทุนแล้ว เราจะเห็นยอดส่งออกไปยังตลาดอาเซียนลดลง และส่งผลรุนแรงต่อดุลการค้าในปีหน้า หากรัฐบาลไม่สามารถเข้ามาเยียวยาและหาทางป้องกันได้ทันท่วงที

โดย ไตรวุฒิ นพรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยความเสี่ยงธุรกิจ
Disclaimer : ข้อมูลในบทความ เป็นข้อมูลที่วิเคราะห์และรวบรวมจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย และการเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจเท่านั้น โดย บมจ.ธนาคารกรุงไทย และผู้เขียน จะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าโดยทางใด

อัพเดทเมื่อ 03/01/2561